ผลประโยชน์ของชาติ ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับการตัดสินใจในการกระทำการใดๆ เกี่ยวกับชาติ ด้วยเหตุนี้ ประชาชนในประเทศใดที่ไม่รู้จักผลประโยชน์ของชาติตน ถือว่าตกอยู่ในอันตรายอย่างใหญ่หลวง ซึ่งอาจเป็นสาเหตุนำไปสู่ความพินาศและการสูญสิ้นตัวเองก็ได้ ชาติในที่นี้หมายถึง มนุษย์ ดังนั้น ถ้าเราไม่รู้จักผลประโยชน์อันแท้จริงของชาติและพลเมืองแล้ว อาจนำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ แม้ว่าการเมืองในระดับโลกหมายถึงการตรวจสอบทรัพย์ของชาติจะมีความแตกต่างกันออกไปก็ตาม ความขัดแย้งระหว่างประเทศก็เนื่องมาจากการล่วงละเมิดในทรัพย์สินของชาติอื่น ดังนั้น การเมืองระหว่างประเทศในความเป็นจริงก็คือ การจัดระบบระเบียบประโยชน์ของชาติตนเพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามได้รับรู้ จะได้ไม่ล่วงละเมิด ผลประโยชน์ของชาติคือชีวิตอันสูงส่งอันเป็นความต้องการของรัฐบาล ที่ครอบคลุมถึงเรื่องการับ การปกป้อง การรักษาให้ดำรงอยู่ ความอิสระ พื้นดินทั้งหมด ความปลอดภัย และความราบรื่นลงตัวทางเศรษฐกิจ ฉะนั้น ความปลอดภัยของชาติและผลประโยชน์ของชาติเรามีความเกี่ยวข้องกับมุสลิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งมุสลิมในปาเลสไตน์ ด้วยเหตุนี้ การให้ความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจ การเมือง การเผยแผ่โฆษณาตามความสามารถของมุสลิมทั้งหลาย โดยเฉพาะมุสลิมปาเลสไตน์นอกจากจะไม่ขัดแย้งกับผลประโยชน์ของชาติแล้ว ยังถือว่าเป็นการสนับสนุนผลประโยชน์ของเราอีกต่างหาก
เหตุผลที่สาม หน้าที่ความเป็นมนุษย์ของเรากับมุสลิมที่ได้รับการกดขี่
ศาสดา (ซ็อล ฯ) ในยุคที่อยู่กับอาหรับทมิฬก่อนการปรากฏของอิสลาม และหลังจากการมาของอิสลาม ท่านได้ลงนามในสัญญาเพื่อให้การช่วยเหลือบรรดาผู้ที่ถูกกดขี่ นามว่า ฮัลฟุลฟุฎูล ดังนั้น เป็นที่ประจักษ์ว่าการกระทำเช่นนี้ มิใช่ว่าเพราะความเป็นศาสดาของท่าน ทว่าท่านได้กระทำในฐานะที่เป็นมนุษย์คนหนึ่ง แต่หลังจากศาสดาได้รับการแต่งตั้งแล้ว ท่านกล่าวว่า ฉันซื่อตรงต่อสัญญาที่ได้กระทำไว้ตลอดไป
ดร.ซุบฮิ มุฮฺมะซอนียฺ กล่าว่า ความสัมพันธ์ด้านสังคมในระดับของนักคิดและระดับนานาชาติ ต้องวางอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมและความร่วมมือเพื่อให้ไปถึงยังเป้าหมาย ส่วนการไปถึงยังเป้าหมายนั้นวางอยู่บนพื้นฐานของ การไม่ทรยศและกดขี่ข่มเหง อัล-กุรอานหลายโองการกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวเอาไว้ เช่น โองการที่ 2 บทอัลมาอิดะฮฺ กล่าวว่า พวกจงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรม และความยำเกรง และจงอย่าช่วยกันในสิ่งที่เป็นบาป และเป็นศัตรูกันและพึงกลัวเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริง อัลลอฮฺ เป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ”
นอกจากโองการดังกล่าวแล้ว ยังมีอัล-กุรอานโองการที่ 75 บทอันนิซาอฺ โองการที่ 251 บทอัลบะเกาะเราะฮฺ สำทับถึงประเด็นดังกล่าวเอาไว้ว่าเป็นวาญิบ สำหรับมุสลิมทุกคนที่ต้องให้ความร่วมมือช่วยเหลือกันและกัน แหล่งที่มาของการเป็นวาญิบในการช่วยเหลือเรื่องคุณธรรมความดี การต่อสู้กับอธรรมและความเสื่อมทรามบนหน้าแผ่นดิน การแสดงความเป็นพี่น้องต่อกันของมุสลิม การสร้างสัมพันธ์อันดีงาม การรักษาสนธิสัญญาทางสังคม สิ่งเหล่านี้เป็นความจำเป็นขั้นพื้นฐานสำหรับมนุษยชาติ ดังนั้น ถ้าหากมีผู้ใดล่วงละเมิดสิทธิ์ของคนอื่น จะถูกนับว่าเป็นผู้ละเมิดดังอัล-กุรอานโองการที่ 32 บทอัลมาอิดะฮฺ กล่าวว่า เนื่องจากเหตุนั้นแหละ เราจึงได้บัญญัติแก่วงศ์วาน อิสรออีลว่า แท้จริง ผู้ใดฆ่าชีวิตหนึ่งโดยมิใช่เป็นการชดเชยอีกชีวิต หรือมิใช่เนื่องจากการบ่อนทำลายในแผ่นดินแล้ว ก็ประหนึ่งว่าเขาได้ฆ่ามนุษย์ทั้งมวล แท้จริง บรรดาเราะซูลของเราได้นำหลักฐานต่าง ๆ อันชัดแจ้งมายังพวกเขาแล้ว แต่ส่วนมากในหมู่พวกเขาเป็นผู้ฟุ่มเฟือยในแผ่นดิน”
การญิฮาดเพื่อปกป้องหรือรักษาความยุติธรรม หรือป้องกันการกดขี่ ของผู้กดขี่ประชาชาติมุสลิมหรือรัฐอิสลามถือว่าเป็นข้อบังคับ ทว่าการปกป้องการถูกกดขี่ของรัฐทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือไม่ถือว่าอนุญาต และในกรณีที่มีข้อสัญญาตกลงในการร่วมมือ สิ่งนั้นจะเป็นวาญิบทีนที[1]
ชะฮีดมุรตะฎอ มุเฎาะฮะรี กล่าวว่า เมื่อใดที่ชนกลุ่มหนึ่งไม่ต้องการทำสงครามกับเรา แต่เขาได้กดขี่หรือก่อความเสียหายบนหน้าแผ่นดิน หรือกระทำกับเพื่อนมนุษย์กลุ่มหนึ่ง และเราก็มีความสามารถช่วยเหลือผู้ที่ถูกกดขี่นั้นได้ ถ้าเราไม่ช่วยเหลือเขาเท่ากับว่าเราได้ช่วยเหลือผู้กดขี่ทำการอธรรมต่อคนเหล่านั้น เรากำลังอยู่ในโลกที่ไม่มีใครมากดขี่ข่มเหงเรา แต่เขากำลังกดขี่ข่มเหงชนชาติอื่น ซึ่งคนเหล่านั้นอาจเป็นมุสลิมหรือไม่ใช่มุสลิมก็ตาม ถ้าเป็นมุสลิมก็คล้ายกับปาเลสไตน์ในปัจจุบัน ที่ไซออนนิสต์กำลังกดขี่พวกเขา ขับไล่พวกเขาออกนอกประเทศ ทำลายบ้านเรือนของเขา ปล้นสะดมทรัพย์สินของพวกเขา ทำการกดขี่พวกเขาในทุกรูปแบบ ซึ่งปัจจุบันเขายังไม่ได้กระทำอะไรเรา ถามว่าเป็นวาญิบสำหรับเราหรือไม่ที่ต้องให้ความช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมที่กำลังถูกกดขี่ แน่นอน สิ่งนี้ถือว่าอนุญาต ทว่าเป็นวาญิบด้วยซ้ำไป และสิ่งนี้ไม่ใช่คำสั่งเบื้องต้น ทว่าเราต้องเร่งรีบให้ความช่วยเหลือเขาเหล่านั้น เพื่อให้รอดพ้นการถูกกดขี่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ถูกกดขี่นั้นเป็นมุสลิม[2]
[1]ซุบฮี มุฮฺมะซอนียฺ หน้า 195, 196
[2]มุรตะฎอ มุเฏาะฮะรี ญิฮาด หน้า 29,30