คำถามที่ ๒๔ : การสาบานด้วยกับนามอื่นที่นอกเหนือจากพระนามของอัลลอฮฺเป็นชิริกไหม
คำตอบ : การอธิบายคำว่า เตาฮีด และ ชิริกต้องพิจารณาจากโองการและซุนนะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เนื่องจากอัล-กุรอานและซุนนะฮฺของท่านเป็นแบบฉบับที่เข้าใจได้ง่ายที่สุดต่อการจำแนกความจริงออกจากความเท็จ และเตาฮีดออกจากชิริก
บนพื้นฐานข้างต้นเป็นการดีหากเราจะใช้วะฮียฺ และแบบฉบับการดำเนินชีวิตของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นหลักในการจำแนกแยกแยะว่าสิ่งใดเป็นชิริกหรือไม่ เพื่อขจัดความคิดเห็นที่ไม่ตรงกันและความอคติทั้งหลาย ต่อไปนี้จะนำเสนอหลักฐานที่ชัดเจนจาก อัล-กุรอาน และซุนนะฮฺที่อนุญาตให้สาบานต่อนามอื่น ที่นอกเหนือจากพระนามของอัลลอฮฺ (ซบ.)
๑. อัล-กุรอาน นอกจากกล่าวสาบานต่อความเป็นอมตะของตัวเอง และพระนามของอัลลอฮฺ (ซบ.) แล้ว ยังได้กล่าวสาบานต่อสิ่งถูกสร้างที่มีคุณค่ายิ่ง เช่น ชีวิตของท่านศาสดา จิตของมนุษย์ ปากกาอันเป็นแหล่งของการเขียน ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ดวงดาว กลางวันและกลางคืน ท้องฟ้าและพื้นดิน เวลา ภูเขา และทะเล จะขอยกบางโองการเพื่อเป็นตัวอย่างดังนี้
لَعَمْرُكَ إِنَّهُمْ لَفِي سَكْرَتِهِمْ يَعْمَهُونَ
ขอสาบานด้วยชีวิตของเจ้า แน่นอนแท้จริงพวกเขาอยู่ในการมึนเมาหลงทาง
وَالشَّمْسِ وَضُحَاهَا وَالْقَمَرِ إِذَا تَلَاهَا وَالنَّهَارِ إِذَا جَلَّاهَا وَاللَّيْلِ إِذَا يَغْشَاهَا وَالسَّمَاءِ وَمَا بَنَاهَا وَالْأَرْضِ وَمَا طَحَاهَا وَنَفْسٍ وَمَا سَوَّاهَا فَأَلْهَمَهَا فُجُورَهَا وَتَقْوَاهَا
ขอสาบานด้วยดวงอาทิตย์ และแสงสว่างของมัน และด้วยดวงจันทร์เมื่อโคจรตามหลังมัน และด้วยเวลากลางวันเมื่อมันเจิดจรัส และด้วยเวลากลางคืนเมื่อความมืดปกคลุม และด้วยชั้นฟ้าพร้อมสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างมัน และด้วยแผ่นดินที่พระองค์ทรงแผ่มัน และด้วยชีวิตที่พระองค์ทรงทำให้มันสมบูรณ์ แล้วพระองค์ทรงดลใจมันให้รู้ทางชั่วและทางสำรวมของมัน
وَالنَّجْمِ إِذَا هَوَى
ขอสาบานด้วยดวงดาวเมื่อมันคล้อยตกลงมา
ن وَالْقَلَمِ وَمَا يَسْطُرُونَ
นูน ขอสาบานด้วยปากกา และสิ่งที่พวกเขาขีดเขียน
وَالْعَصْر ِإِنَّ الْإِنسَانَ لَفِي خُسْرٍ
ขอสาบานด้วยกาลเวลา แท้จริงมนุษย์นั้น อยู่ในการขาดทุน
وَالْفَجْرِ وَلَيَالٍ عَشْرٍ
ขอสาบานด้วยยามรุ่งอรุณ และด้วยค่ำคืนทั้งสิบ
وَالطُّور وَكِتَابٍ مَّسْطُورٍفِي رَقٍّ مَّنشُورٍ وَالْبَيْتِ الْمَعْمُورِ وَالسَّقْفِ الْمَرْفُوعِ وَالْبَحْرِ الْمَسْجُور ِ
ขอสาบานต่อภูเขาอัฏฏูร ขอสาบานต่อคัมภีร์ที่ถูกจารึกไว้ ในม้วนกระดาษหรือหนังที่กางแผ่ ขอสาบานต่ออาคารที่ถูกเยือนอย่างสม่ำเสมอ ขอสาบานต่อท้องฟ้าที่อยู่เบื้องสูง ขอสาบานต่อทะเลที่ลุกโชติช่วง
การสาบานต่อบรรดาสรรพสิ่งถูกสร้างอื่น ๆ ของโลกและจักรวาลที่ปรากฏอยู่ในซูเราะฮฺ อันนาซิอาต อัล-มุรซะลาต อัล-บุรุจญฺ อัฎ-ฏอริก อัล-บะลัด อัตตีน และอัฎฎุฮา ไม่ต้องสงสัยเลยว่าหากการสาบานต่อนามอื่นที่นอกเหนือจากพระนามของอัลลอฮฺ (ซบ.) เป็นสาเหตุของการนำไปสู่การเป็นชิริก หรือการเคารพภักดีต่อสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากอัลลอฮฺ แน่นอนอัล-กุรอานคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์และเป็นอมตะ จะไม่กล่าวถึงสิ่งนั้นอย่างเด็ดขาด นอกเหนือจากนั้นถ้าหากการสาบานดังกล่าว เป็นการสาบานที่เฉพาะเจาะจงสำหรับอัลลอฮฺ (ซบ.) จำเป็นอย่างยิ่งที่อัล-กุรอานต้องกล่าวไว้อย่างชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาด
๑. บรรดามุสลิมทั้งหลายถือว่าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) คือแบบฉบับสำหรับการปฏิบัติตน จึงได้ยึดถือการกระทำและความประพฤติของท่าน เป็นตราชั่งในการแยกแยะสิ่งถูกผิด บรรดานักวิเคราะห์ ผู้เขียนหนังสือซิฮาฮฺ และมะซานีดได้รายงานไว้ว่าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้สาบานต่อสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากอัลลอฮฺ (ซบ.)
ท่านอะฮฺมัด บิน ฮัมบัล ผู้นำนิกายฮัมนบะลียฺ ได้บันทึกไว้ในหนังสือมุซนัดของท่าน โดยรายงานมาจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า
فلعمرى لأن تكلم بمعروفٍ و تنهى عن منكرٍ خيرٌ من أن تسكت
ขอสาบานด้วยชีวิตของฉัน ถ้าท่านทำการเชิญชวนไปสู่ความดีและกำชับความชั่วดีกว่าการนิ่งเฉย
มุสลิม บิน ฮัจญาจ ได้บันทึกไว้ในหนังสือเซาะฮียฺของตน ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในหกหนังสือซิฮาฮฺ ดังนี้
جاء رجل إلى النّبى (ص) فقال يا رسول الله أىّ الصّدقة اعظم اجراً ؟ فقال : أما و أبيك لتنبانّه أنّ تصدّق وأنت صحيحٌ شحيح تخشى الفقر وتأمل البقاء
มีชายคนหนึ่งถามท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า รางวัลของการเซาะดะเกาะฮฺใดยิ่งใหญ่ที่สุด ท่านตอบว่า ขอสาบานในนามแห่งบิดาของท่านว่า ท่านจะได้รู้อย่างแน่นอน ถ้าท่านบริจาคในสภาพที่ท่านสมบูรณ์ มีความละโมบ กลัวในความยากจน และมีความหวังที่จะอยู่ตลอดไป
ฉะนั้น ผู้ที่กล่าวหามุสลิมกลุ่มหนึ่ง ที่ถือว่าการสาบานด้วยนามอื่นที่นอกเหนือจากอัลลอฮฺเป็นที่อนุญาต ว่าเป็นชิริกแล้ว ท่านจะอธิบายการกระทำของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่าอย่างไร
๓. นอกเหนือจากอัล-กุรอานและซุนนะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) แล้วยังมีแบบอย่างของบรรดาเซาะฮาบะฮฺชั้นใกล้ชิด เป็นหลักฐานยืนยันได้อย่างชัดเจนถึงการอนุญาตให้สาบานต่อนามอื่น ที่นอกเหนือจากพระนามของอัลลอฮฺ
ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวสาบานด้วยชีวิตของท่านหลายต่อหลายครั้งดังปรากฎในนะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺว่า
و لعمرى ليضعّفنَّ لكم التّيه من بعدى أضعافًا
ขอสาบานด้วยชีวิตของฉันว่า หลังจากฉันพวกท่านจะต้องเถลไถลหลงทางมากไปกว่านี้แน่นอน
لعمرى لإن لم تنزع عن غيّك و شقاقك لتعرفنّهم عن قليلٍ يطلبونك
ขอสาบานด้วยชีวิตของฉัน ถ้าพวกท่านไม่ถอนตัวจากความเฉไฉ และความเคราะห์ร้ายของท่าน พวกท่านจะได้รู้จักพวกเขาแน่นอนว่าพวกเขาต้องการท่าน
เป็นที่ประจักษ์ว่าหลักฐานที่กล่าวมาทั้งหมดทั้งอัล-กุรอานและริวายะฮฺ เราไม่อาจทำการอิจติฮาด (วินิจฉัย) หรือทำการอิซติฮฺซานได้ และไม่มีเหตุผลที่จะใส่ร้าย หรือกล่าวหาการกระทำของอัลลอฮฺ (ซบ.) ที่ปรากฏในอัล-กุรอาน แบบอย่างของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และเซาะฮาบะฮฺชั้นใกล้ชิดอย่างเช่นท่านอิมามอะลี (อ.) ว่าเป็นชิริก หรือเคารพสักการะสิ่งอื่นที่นอกเหนือจากอัลลออฮฺ
บทสรุป จากหลักฐานทั้งหมดที่กล่าวมาทั้งอัล-กุรอาน แบบอย่างของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และเซาะฮาบะฮฺ ทำให้รู้ว่า การสาบานด้วยนามอื่น ที่นอกเหนือจากพระนามของอัลลอฮฺ (ซบ.) เป็นที่อนุญาตและไม่ขัดต่อความเชื่อที่มีต่อเตาฮีด (ความเป็นเอกภาพของพระผู้เป็นเจ้า) ด้วยเหตุนี้ ถ้าริวายะฮฺที่ได้ยกมาอ้างอิง ขัดแย้งกับความเชื่อที่ได้พิสูจน์แล้ว จำเป็นอย่างยิ่งต้องทำการอธิบาย ตีความ หรือขยายความหมายของความเชื่อนั้น ไม่ให้ขัดกับหลักฐานที่แจ้งชัดทั้งอัล-กุรอานและริวายะฮฺ บางครั้งมีการกล่าวถึงริวายะฮฺที่มีความหมายคลุมเครือ พร้อมทั้งกล่าวถึงตัวบทของริวายะฮฺนั้น ขณะเดียวกันได้มีการอธิบายคำตอบไว้ด้วย เช่น
انّ رسول الله سمع عمر و هو يقول : وأبى فقال إن الله ينهاكم أن تحلفوا بآبائكم ومن كان حالفا فليحلف بالله أو يسكت
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ยินอุมัรสาบานด้วยนามของบิดาของท่าน ท่านกล่าวว่าแท้จริงอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงห้ามพวกท่านไม่ให้สาบานในนามของบิดาของท่าน ใครที่สาบาน หรือสาบานในนามของอัลลอฮฺ หรือนิ่งเฉยเสีย
แม้ว่าฮะดีซข้างต้นเมื่อเทียบกับริวายะฮฺ และอัล-กุรอานโองการที่อนุญาตให้สาบานด้วยนามอื่นได้ก็ตาม แต่ก็ไม่สามารถปฏิบัติตามฮะดีซนั้นได้ หรือละทิ้งฮะดีซโดยสิ้นเชิง ทว่าสามารถรวมฮะดีซนี้เข้ากับอัล-กุรอานโองการที่อนุญาต และริวายะฮฺตามที่กล่าวมาแล้วได้ ซึ่งจะได้ความหมายว่า ผู้ห้ามอุมัรฺไม่ให้สาบานด้วยนามแห่งบิดาคือท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ตลอดจนท่านได้ห้ามสาบานเฉกเช่นอุมัรแก่คนทุกคน ด้วยเหตุผลที่ว่า บิดาของท่านเหล่านั้นเป็นผู้เคารพรูปปั้น และเป็นชิริกโดยกำเนิดโดยไม่ได้เปลี่ยนแปลง ด้วยเหตุนี้ จะเห็นว่าบุคคลที่เป็นกาฟิร ไม่มีค่าพอที่จะกล่าวสาบานในนามของเขา หรือสอนให้เขาทำการสาบาน
คำถามที่ ๒๕ : การขอผ่าน (ตะวัซซุล) ไปยังเอาลิยาอฺ (มวลมิตร) เป็นสาเหตุทำให้เป็นชิริกและบิดอะฮฺหรือ
คำตอบ : การตะวัซซุลถือเป็นวิธีการหนึ่งที่มีค่าที่สุด ที่ทำให้บ่าวไปถึงยังตำแหน่งใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้า เป็นเพียงสื่อที่เชื่อมต่อระหว่างมนุษย์กับพระผู้เป็นเจ้าของตนเอง ท่านอิบนิ มันซูร ได้กล่าวไว้ในหนังสือลิซานุล อาหรับว่า
توسل إليه بكذا، تقرّب إليه بحرمة آصرةٍ تعطفه عليه
ได้สัมพันธ์กับเขาด้วยสิ่งที่มีอยู่ หมายถึง ได้ใกล้ชิดกับเขาด้วยเกียรติและฐานันดรที่ดึงดูดเขา
อัล-กุรอานกล่าวว่า.
يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُواْ اتَّقُواْ اللّهَ وَابْتَغُواْ إِلَيهِ الْوَسِيلَةَ وَجَاهِدُواْ فِي سَبِيل الله لَعَلَّكُمْ تُفْلِحُونَ
ผู้ศรัทธาทั้งหลาย ! พึงยำเกรงอัลลอฮ์เถิด และจงแสวงหาสื่อไปสู่พระองค์ และจงต่อสู้บนทางของอัลลอฮฺเถิด เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ
ท่านญูฮะรียฺ ได้ให้ความหมายคำว่า (วะซีละฮฺ) ไว้ในซฺฮาฮุลลุเฆาะฮฺ ว่าหมายถึง
الوسيلة ما يتقرب به إلى الغير
สื่อหมายถึง สิ่งที่ทำให้เราใกล้ชิดกับอีกสิ่งหนึ่งโดยมัน
ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่มีค่ายิ่งที่เราได้สัมพันธ์ด้วยนั้น บางครั้งอาจเป็นความดีงาม หรือการเคารพสักการะพระผู้เป็นเจ้าด้วยความบริสุทธิ์ใจ สิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็นสื่อที่ทรงพลังทำให้เราได้เข้าใกล้ชิดต่อพระผู้เป็นเจ้า และบางครั้งอาจเป็นมนุษย์ที่เปี่ยมล้นด้วยความดีงาม ณ พระองค์เขาคือผู้มีฐานันดรและมีเกียรติที่สูงส่ง
ประเภทของการตะวัซซุล สามารถแบ่งการตะวัซซุลออกเป็น ๓ ประเภทดังนี้
๑. ตะวัซซุล กับอะอฺมาลซอลิฮฺ (คุณงามความดี) ดังที่ท่าน ญะลาลุดดีน ซุยูฏียฺได้กล่าวอธิบายโองการที่ว่า และจงแสวงหาสื่อไปสู่พระองค์ (وَابْتَغُوْا إِلَيْهِ الْوَسِيْلَةَ) โดยรายงานมาจากท่านกุตาดะฮฺว่า
عن قتادة فى قوله تعالى [وَابْتَغُوْا إِلَيْهِ الْوَسِيْلَةَ] قال : تقربوا إلى الله بطاعته و العمل بما يرضيه
ท่านกุตาดะฮฺ ได้อธิบายโองการข้างต้นที่ว่า (จงแสวงหาสื่อไปสู่พระองค์) ว่าหมายถึง การเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าและพึงปฏิบัติในสิ่งที่พระองค์พึงพอพระทัย อันเป็นสื่อทำให้บ่าวใกล้ชิดกับพระผู้เป็นเจ้า
๒. ตะวัซซุล กับดุอาอฺของบ่าวที่ดีดังที่อัล-กุรอานได้กล่าวถึงคำพูดของพี่น้องของท่านศาสดายูซุฟว่า
قَالُواْ يَا أَبَانَا اسْتَغْفِرْ لَنَا ذُنُوبَنَا إِنَّا كُنَّا خَاطِئِينَ قَالَ سَوْفَ أَسْتَغْفِرُ لَكُمْ رَبِّي إِنَّهُ هُوَ الْغَفُورُ الرَّحِيمُ
พวกเขากล่าวว่า โอ้พ่อของเรา โปรดขออภัยโทษความผิดของเราให้แก่เรา แท้จริงเราเป็นผู้ผิด เขากล่าวว่า ฉันจะขออภัยโทษต่อพระเจ้าของฉันให้พวกเจ้า แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ
โองการได้อธิบายว่าบุตรของท่านศาสดายะอฺกูบ (อ.) ได้ตะวัซซุลกับดุอาอฺที่บิดาได้ขออภัยให้กับพวกเขา และพวกเขาได้ถือว่าสิ่งนั้นเป็นสื่อที่ ทำให้พวกเขาพบกับความผาสุกและพ้นจากเคราะห์กรรม ท่านศาสดายะอฺกูบ (อ.) ไม่เพียงแต่มิได้ท้วงติงการตะวัซซุลของพวกเขาเท่านั้น แต่ท่านยังได้สัญญากับพวกเขา ว่าจะวิงวอนขอการอภัยโทษจากพระผู้เป็นเจ้าให้แก่พวกเขาอีกต่างหาก
๓. การตะวัซซุล กับบุคคลที่มีเกียรติยศ และมีฐานันดรอันสูงส่ง ณ อัลลอฮฺ (ซบ.) โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความใกล้ชิดกับพระองค์โดยให้พวกเขาเป็นสื่อ การตะวัซซุลเช่นนี้เป็นที่ยอมรับของสังคมอิสลามตั้งแต่ยุคแรก และเป็นความประพฤติของบรรดาเซาะฮาบะฮฺชั้นใกล้ชิด ซึ่งต่อไปขอยกความประพฤติบางอย่างของเหล่าบรรดาเซาะฮาบะฮฺ
๑. ท่านอะฮฺมัด บิน ฮัมบัล ได้บันทึกไว้ในมุซนัดของท่าน โดยรายงานมาจาก อุซมาน บิน ฮะนีฟว่า
إنّ رجلا ضرير الْبَصَرِ أتى النبى (ص) فقال ادع الله أن يعافينى قال : إن شئت دعوت لك و إن شئت أخرت ذاك فهو خير فقال : أدعه فأمره أن يتوضأ فيحسن وضوئه فيصلى ركعتين و يدعو بهذا الدّعاء اللّهمّ إنّى أسئلك و اتوجه إليك بنبيّك محمد نبي الرّحمة يا محمّد إنى توجّهت بك إلى ربّى فى حاجتى هذه فتقضى لى اللهم شفعه فىّ
มีชายตาบอดคนหนึ่งมาหาท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และพูดว่า โปรดวิงวอนต่ออัลลอฮฺให้อภัยโทษแก่ฉัน ท่านศาสดา กล่าวว่า หากท่านปรารถนาฉันจะดุอาอฺให้กับท่าน แต่ถ้าท่านปรารถนาให้ฉันประวิงเวลาออกไป มันจะเป็นการดี เขาได้พูดว่า ขอให้ท่านดุอาอฺเถิด ดังนั้น ท่านศาสดาได้สั่งให้เขาไปทำวุฏูอฺ ด้วยความตั้งใจหลังจากนั้นให้ทำนะมาซ ๒ เราะกะอัต เมื่อเสร็จแล้วให้ดุอาอฺว่า โอ้ อัลลอฮฺ ข้าฯขอวิงวอนต่อพระองค์ ข้าฯได้ผินหน้ามายังพระองค์โดยผ่านศาสดาของพระองค์ มุฮัมมัด ศาสดาแห่งเมตตา โอ้มุฮัมมัด แท้จริงฉันได้วิงวอนขอสิ่งที่ต้องการจากพระผู้อภิบาลของฉันโดยผ่านท่าน เพื่อให้การวิงวอนของฉันถูกตอบรับ โอ้อัลลอฮฺ โปรดให้เขาเป็นผู้อนุเคราะห์แก่ฉันเถิด
ริวายะฮฺดังกล่าวอุละมาอฺฮะดีซส่วนใหญ่ได้เห็นพ้องต้องกัน ถึงขนาดที่ว่าท่านฮากิมภายหลังจากได้รายงานฮะดีซแล้ว ท่านได้กล่าวยกย่องว่าเป็นฮะดีซเซาะฮียฺ ท่านอิบนิมาญะฮฺเช่นกันได้รายงานมาจากท่าน อะบูอิซฮาก และยกย่องว่าเป็นฮะดีซเซาะฮียฺ ท่านติรมิซียฺ ได้กล่าวสนับสนุนถึงความถูกต้องไว้ในหนังสือ อับวาบุลอัดอียะฮฺ
ท่านมุฮัมมัด นะซีบุรเราะฟาอียฺ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัตตะวัซเซาะลุ อิลา ฮะกีเกาะติตตะวัซซุลิ ดังนี้ว่า
لاشك أن هذا الحديث صحيح و مشهور.و قد ثبت فيه بلا شكّ ولا ريب ارتداد بصر الأعمى بدعاء رسول الله صل الله عليه[وآله] وسلم له
ไม่มีความสงสัยใด แท้จริงฮะดีซนี้ถูกต้อง และเป็นที่รู้จักกัน ในริวายะฮฺได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ดุอาอฺของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ทำให้ดวงตาของชายตาบอดคนนั้นมองเห็น
ริวายะฮฺได้ให้ความเข้าใจอย่างชัดเจนว่า การตะวัซซุลกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) โดยมีเจตนาให้ดุอาอฺถูกตอบรับอย่างรวดเร็วถือว่าอนุญาต ทว่าท่านได้สั่งให้ชายตาบอดดุอาอฺเช่นนั้น โดยมอบให้ท่านเป็นสื่อกลางระหว่างตนเองกับอัลลอฮฺ การกระทำอย่างนี้ในความหมายก็คือ การตะวัซซุลกับบรรดาเอาลิยาอฺ (มวลมิตร) และผู้ที่เป็นที่รักยิ่ง ณ พระองค์
๒. อะบูอับดิลลาฮฺ บุคอรียฺ ได้กล่าวไว้ในเซาะฮียฺของตนว่า
إن عمر بن الخطّاب رضى الله عنه كان إذا قحطوا إستسقى بالعبّاس بن عبد المطلب فقال : اللّهمّ إناّ كنّا نتوسل إليك بنبينا فتسقِينا و إنا نتوسّل إليك بعمّ نبيّنا فاسقنا قال فيسقون
ทุกครั้งที่ประสบภัยพิบัติแห้งแล้ง อุมัร บิน ค็อฎฎ็อบจะขอฝนผ่านท่านอับบาซ บิน อับดุลมุฏฎอลิบ ลุงของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) โดยกล่าวว่า โอ้อัลลอฮฺ ในยุคของท่านศาสดาเราจะขอผ่านท่าน และพระองค์ได้ประทานฝนแห่งเมตตาตกลงแก่พวกเรา ปัจจุบันเราได้ขอผ่านลุงของท่านศาสดาขอพระองค์โปรดประทานแก่พวกเราได้ ดังนั้นพวกเขาได้อิ่มสำราญ
๓. การตะวัซซุลกับบรรดาเอาลิยาอฺแห่งอัลลอฮฺ (ซบ.) เป็นเรื่องปรกติธรรมดา ถึงขนาดที่ว่าบรรดามุสลิมในยุคแรกของอิสลามได้ให้ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นสื่อกลางระหว่างพวกเขากับอัลลอฮฺ (ซบ.) โดยกล่าวเป็นบทกาลอน เช่น
ซะวาด บิน กอริบ ได้กล่าวกลอนบทหนึ่งแก่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ซึ่งตอนหนึ่งของกลอนกล่าวว่า
و أشهد انّ لا ربّ غيره و أنّك مأمون على كل غالب
وانك أذنى المر سلين و سيلة إلى الله يابن الأكرمين الاطائب
ขอยืนยันว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์ และแท้จริงท่านคือหลักประกันแก่สิ่งซ่อนเร้นทั้งหลาย
ท่านคือสื่อที่ใกล้ชิดอัลลอฮฺมากที่สุดในหมู่บรรดาศาสดา โอ้บุตรของผู้ที่มีเกียรติและมีความบริสุทธิ์
อย่างไรก็ตามท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ยินกลอนดังกล่าวจาก ซะวาบ บิน กอริบ และท่านมิได้ห้ามปรามหรือกล่าวหาว่า กอริบ ทำชิริกหรือสร้างบิดอะฮฺแต่อย่างใด
ท่านอิมามชาฟิอียฺได้กล่าวกลอนที่บ่งบอกถึงแก่นแท้ไว้เช่นนี้ว่า
آل النّبى ذريعتى هم إليه و سيلتى
أرجوبهم اعطى غدأ بيدى اليمين صحيفتى
ครอบครัวของท่านศาสดาเป็นสื่อไปสู่อัลลอฮฺสำหรับฉัน
ฉันหวังว่าโดยสิทธิของพวกเขาฉันจะถูกมอบบัญชีการกระทำทางมือขวา
จะเห็นได้ว่ามีริวายะฮฺจำนวนมากอนุญาตให้ตะวัซซุลกับบรรดาเอาลิยาอฺ (มวลมิตร) ของอัลลอฮฺ (ซบ.) และกล่าวยืนยันว่าการตะวัซซุลนั้น เป็นที่ยอมรับในทัศนะของซุนนะฮฺ เป็นแบบอย่างของบรรดาเซาะฮาบะฮฺและนักปราชญ์ที่ยิ่งใหญ่ของอิสลาม ซึ่งไม่จำเป็นต้องนำมาวิพากษ์วิจารณ์อีก
จากคำอธิบายดังกล่าวเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าคำกล่าวหาของบางกลุ่มชนที่ว่า การตะวัซซุลกับบรรดาผู้ที่รักยิ่งของอัลลอฮฺเป็นชิริกนั้นถือว่าไม่ถูกต้อง