อิมามัต
หลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จากไป ประเด็นสำคัญที่กล่าวขานกันมากที่สุดในสังคมคือ เรื่องตัวแทนท่านศาสดา หรือเคาะลิฟะฮฺ กลุ่มหนึ่งยึดถือทัศนะความคิดเห็นของเหล่าบรรดาสาวก และได้ยอมรับอบูบักร์เป็นเคาะลิฟะฮฺ อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าตัวแทนของท่านศาสดาได้รับแต่งตั้งแล้วคือ ท่านอะลี (อ.) ต่อมาชนกลุ่มแรกถูกเรียกว่า อะฮฺลิซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ส่วนกลุ่มที่สองถูกเรียกว่า ตะชัยยุอ์ หรือชีอะฮฺ
มาตรว่าคำอธิบายของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ในการอธิบายวิชาการและวัตถุประสงค์ของอัลลอฮฺ (ซบ.) จะบริสุทธิ์จากการบิดเบือน ทำนองเดียวกันอัลลอฮฺรับรองว่าจะปกป้องอัล-กุรอานให้คงอยู่ตลอดไปและท่านศาสดาก็ได้อธิบายทุกอย่างที่เป็นความต้องการของมนุษย์จนถึงวันแห่งการอวสานของโลกไว้แล้วถ้าเป็นเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีอีมามผู้นำหลังจากนั้นแต่เป็นที่ทราบกันดีว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นกล่าวคือ ท่านศาสดาไม่ได้อธิบาย บทบัญญัติทุกอย่างที่เป็นความต้องการของมนุษย์เอาไว้จนถึงวันแห่งการอวสานของโลกและอัลลอฮฺ (ซบ.) ก็ไม่ได้รับรองว่าจะปกป้องคำพูดของท่านศาสดา (ในรูปของรายงานฮะดีซ) ให้คงความบริสุทธิ์ตอลดไป
ท่านศาสดาได้ปฏิบัติหน้าที่ของท่านอยู่นาน ๒๓ ปีซึ่ง ๑๓ ปีแรกท่านเผยแผ่อยู่ในมักกะฮมีคนจำนวนเล็กน้อยที่เข้ารับอิสลาม และท่านต้องอดทนต่อความยากลำบาก เช่น ถูกล้อมกรอบทางเศรษฐกิจอยู่นานถึงสามปีในสภาพเช่นนั้นเป็นไปได้หรือที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จะอธิบายทุกอย่างที่เป็นความต้องการของมนุษย์จนถึงวันแห่งการอวสานของโลกไว้จนหมดสิ้น
สมมุติฐานที่หนึ่ง ถ้าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) อธิบายทุกอย่างเอาไว้จนครบบริบูรณ์ และผู้ใดคือบุคคลที่มีหน้าที่ปกป้อง บทบัญญัติเหล่านั้นคนที่ไม่มีการศึกษา ไม่มีความรู้ หรือมีแต่น้อยจะสามารถปกป้องสิ่งสำคัญเหล่านี้ไว้ได้หรือไม่
สมมุติฐานที่สองถ้ามีความสมารถในการปกป้องบทบัญญัติจะมีหลักประกันอันใดว่า บทบัญญัติเหล่านั้นจะบริสุทธิ์และไม่ถูกบิดเบือนจุดประสงค์ของเรามิใช่การบิดเบือนโดยเจตนาอย่างเดียวแต่รวมไปถึงการบิดเบือนด้วยความพลั้งเผลอ เช่น ท่านศาสดาจะวุฎูอ์ก่อนนมาซทุกครั้งพร้อมกับประชาชนทุกคนได้เห็นท่านศาสดาวุฎูอ์ว่า เริ่มราดน้ำจากตรงไหนถึงตรงไหนและราดน้ำกี่ครั้งหรือบางคนตลอด ๒๓ ปี เห็นท่านศาสดาวุฎูอ์ด้วยตาตนเองแต่สิ่งที่ไม่น่าเชื่อได้เกิดขึ้นหลังจากนั้น เมื่อท่านศาสดาจากไปได้ไม่นานพวกเขาก็มาถกเถียงกันว่าวุฎูอ์ควรจะทำอย่างไร หรือในบางครั้งไม่มีทีท่าว่าจะบิดเบือนหมายถึงคนที่ไม่ได้รับประโยชน์อันใดในการบิดเบือนการทำวุฎูอ์ เช่น เวลาทำต้องล้างจากด้านบนลงสู่ด้านล่างแต่เขากลับบอกว่าต้องล้างจากด้านล่างขึ้นสู่ด้านบนเพื่อให้ได้รับความสนใจหรือได้รับคำชมเล็ก ๆ น้อย ๆและจะไปวิตกอะไรกับ บทบัญญัติที่มีผลประโยชน์มากมายซึ่งถ้าเขาบิดเบือนมันไปจากความเป็นจริงเขาจะได้รับผลประโยชน์มหาศาล เช่นบทบัญญัติเกี่ยวกับสังคมหรือตำแหน่งผู้นำสังคม
ฉะนั้น ไม่มีหลักประกันอันใดเลยว่าบทบัญญัติและคำสอนของท่านศาสดาตลอดจนความศักดิ์สิทธิ์ของวะฮฺยูจะได้รับการปกป้องดูแลทั้งที่มวลมุสลิมทั้งหลายก็รับรู้ว่าแบบฉบับของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ตั้งมากมายที่ถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริงฉะนั้น ในสภาพเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องมีผู้ที่มีความสามารถในการชี้นำทางประชาชนดอกหรือ
และถ้าอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเพิกเฉย กล่าวคือ ไม่ทรงแต่งตั้งตัวแทนให้ทำหน้าที่สั่งสอนและชี้นำมนุษย์ไปสู่สัจธรรม และความศักดิ์สิทธิของอัล-กุรอานถือว่าเป้าหมายในการแต่งตั้งศาสดาเพื่อชี้นำและช่วยเหลือมนุษย์ให้รอดพ้นจากการหลงทางไม่สมบูรณ์ฉะนั้น ถ้าอัลลอฮฺ (ซบ.) ไม่แต่งตั้งผู้ใดไว้เพื่ออธิบายอัล-กุรอานแน่นอนประชาชนต้องหลงทาง อีกด้านหนึ่งการยุติการประทานศาสดาก็ถือว่าขัดต่อสติปัญญาและความจริง
ด้วยเหตุนี้เอง สังคมอิสลามจึงต้องการอิมามเพื่อทำหน้าที่ปกป้อง บทบัญญัติและแบบฉบับของท่านศาสดาไม่ให้บิดเบือนไปจากความเป็นจริงทำหน้าที่ชี้นำมนุษย์ไปสู่สัจธรรม และบริหารรัฐอิสลามให้ดำรงสืบต่อไป
ประสำคัญ ความขัดแย้งระหว่างซุนนีย์และชีอะฮฺมิใช่มีแค่ปัญหาตัวแทนท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เท่านั้น ทว่าทั้งสองนิกายมีความขัดแย้งกันในเรื่อง ความเข้าใจ ฐานะภาพ และความพิเศษของอิมาม
เพื่อความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้จำเป็นต้องพิจารณาความหมายของอิมาม เพื่อหาจุดต่างของสองนิกาย
อิมามะฮเป็นคำมาจากอาหรับหมายถึง "ผู้นำ" คำว่าอิมาม (อ่านโดยให้ฮัมซะฮเป็นกัสเราะฮ) หมายถึง "ผู้นำ" เช่นกัน คำว่าอิมาม กับ อะมามมาจากรากศัพท์คำเดียวกันแต่ความหมายต่างกันซึ่งคำว่า "อะมาม" หมายถึง "ด้านหน้าหรือข้างหน้า" ส่วนคำว่า "อิมาม" หมายถึง "บุคคลที่ถูกมอบให้อยู่ข้าหน้าโดยมีคนกลุ่มหนึ่งปฏิบัติตามเขา"
บรรดานักปราชญ์ฝ่ายวิชาหลักความเชื่อและศรัทธา (วิพากษ์วิทยา) ได้อธิบายคำว่า "อิมามะฮ" ไว้หลายความหมายด้วยกันแต่จะเลือกกล่าวเฉพาะความหมายที่มักคุ้นและเด่นที่สุดในหมู่ของนักวิชาการซึ่งกล่าวว่า "อิมามะฮ" หมายถึง "ผู้ปกครองศาสนจักรและอาณาจักรโดยทั่วไปแห่งสังคมอิสลาม" หรือเรียกอีกอย่างว่า "ริยาซะฮ"
แต่ผู้ปกครองแห่งศาสนจักรและอาณาจักรหมายถึงบุคคลที่ไม่ได้เป็นผู้ปกครองเฉพาะเรื่องของอาณาจักรอย่างเดียวแต่ทว่าควบคุมไปถึงเรื่องของศาสนจักรด้วยการเป็นผู้ปกครองของเขามิได้เจาะจงเฉพาะด้านใดด้านหนึ่งหากแต่มันควบคุมทั้งสองด้านทั้งภารกิจทางโลกและทางธรรม
สรุปความหมายของคำว่าอิมามะฮในทรรศนะของวิชาที่ว่าด้วยความเชื่อและศรัทธาหมายถึง "ผู้ปกครองสังคมอิสลามที่ควบคุมดูแลภารกิจของโลกนี้และโลกหน้า"
อิมามในทัศนะอะฮฺลิซซุนนะฮฺ หมายถึงผู้ปกครองโลก ที่มิได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้า เป็นผู้นำและบริหารสังคมมุสลิม โดยปกติสังคมทุกสังคมต้องการผู้ชี้นำ ดังนั้น สังคมอิสลามหลังจากท่านศาสดา จึงจำเป็นต้องเลือกผู้นำขึ้นปกครอง แต่เนื่องจากแนวทางการเลือกผู้นำมิได้ระบุไว้ในอัล-กุรอาน ฉะนั้น การเลือกตัวแทนของท่านศาสดาจึงสามารถกระทำได้หลายวิธี เช่น พิจารณาทัศนะของประชาชนส่วนใหญ่ หรือพิจารณาวิสัยทัศน์ของเหล่าบรรดาผู้นำเผ่าต่าง ๆ หรือพิจารณาจากคำสั่งเสียของผู้นำคนก่อนหน้านั้น
ความต้องการอิมาม
หลังจากเข้าใจความหมายของอิมามแล้ว มีคำถามหนึ่งที่ประชาชนมักถามกันเป็นประจำคือ สังคมีอัล-กุรอานและแบบฉบับของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) แล้ว ไฉนต้องการอิมามตามความเชื่อของชีอะฮฺอีก
มีเหตุผลมากมายที่พิสูจน์ถึงความจำเป็นในการมีอิมาม แต่ ณ ที่นี้จะขอนำเสนอเหตุผลง่ายที่ต้องมีอิมาม ดังนี้
เหตุผลที่สังคมต้องการศาสดา คือเหตุผลที่สังคมต้องการอิมาม เนื่องจากว่าอิสลามเป็นศาสนาสุดท้าย หลังจากนี้จะไม่มีศาสนาใดถูกประทานลงมาอีก และศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ก็เป็นศาสดาคนสุดท้าย ขณะที่อิสลามต้องตอบคำถามของประชาชนตราบจนถึงวันกิยามะฮฺ อีกด้านหนึ่งอัล-กุรอานได้อธิบายหลักการ รวมทั้งบทบัญญัติ และวิชาการของอิสลามไว้ในภาพรวม ซึ่งเป็นหน้าที่ของท่านศาสดา ที่ต้องอธิบายสิ่งเหล่านี้แก่ประชาชน แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ในฐานะผู้นำได้อธิบายเฉพาะสิ่งที่เป็นความต้องการของสังคมในยุคของท่าน ส่วนที่เหลื่อเป็นความจำเป็นของผู้ที่จะมาเป็นตัวแทนของท่าน ซึ่งคุณสมบัติประการหนึ่งของผู้นำคือ เขาสามารถติดต่อกับทะเลแห่งความรู้ของพระเจ้าได้ เขาต้องอธิบายสิ่งเหล่านั้นต่อสังคม และต้องตอบคำถามของประชาชนในทุกยุคทุกสมัย
อิมาม คือผู้รักษามรดกของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และอิสลามที่ยังคงเหลืออยู่ ต้องทำหน้าที่อธิบายแก่นแท้ของอัล-กุรอาน เพื่อป้องกันมิให้ศาสนาและบัญชาของพระเจ้าถูกเปลี่ยนแปลง ซึ่งแหล่งวิชาการบริสุทธิ์นี้ต้องคงอยู่อย่างบริสุทธิ์ตราบจนถึงวันแห่งการอวสานของโลก
อีกด้านหนึ่งอิมามในฐานะของมนุษย์ผู้สมบรูณ์ เป็นแบบอย่างของสังคมในทุก ๆ ด้าน และในความเป็นจริงมนุษย์ทุกคนต้องการแบบอย่างเช่นนี้ เพื่ออาศัยการชี้นำ และแบบอย่างที่สมบูรณ์ในตัวท่าน เป็นทางนำ เป็นปัจจัยอบรม และเป็นโล่ป้องกันตนเองเพื่อให้รอดพ้นจากบ่วงของซาตานมารร้าย และระวังรักษาตนเองจากการหลงทาง
จากสิ่งที่กล่าวมาข้างต้นเข้าใจได้ว่าความต้องการของประชาชนที่มีต่อิมาม เป็นความต้องการแห่งชีวิต และหน้าที่สำคัญบางประการของอิมามคือ
1. เป็นผู้นำและบริหารสังคม (จัดตั้งรัฐบาลขึ้นปกครอง)
2. ปกป้องศาสนาและแบบฉบับของท่านศาสดาให้รอดพ้นจากการเปลี่ยนแปลง และอธิบายแก่นแท้ของอัล-กุรอาน
3. ขัดเกลาจิตใจและชี้นำจิตวิญญาณของมนุษย์
คุณลักษณะพิเศษของอิมาม
ตัวแทนของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ผู้รับประกันความต่อเนื่องของศาสนา เป็นผู้ตอบคำถามแก่ความต้องการของประชาชาติ เป็นบุคคลทีมีบุคลิกพิเศษเหมาะสมกับตำแหน่งอันสูงส่ง ผู้นำหรือตัวแทนท่านศาสดาจำเป็นต้องมีคุณสมบัติพิเศษที่เหนือไปกว่าคนอื่น ซึ่งหนึ่งในคุณลักษณะเหล่านั้นได้แก่
ต้องสำรวมตนจากความชั่ว และมีความบริสุทธิ์จากบาปกรรมทั้งหลายทั้งบาปเล็กและบาปใหญ่
ต้องมีความรอบรู้ ซึ่งเป็นความรอบรู้ที่ได้มาจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และต่อเชื่อมกับความรอบรู้ของพระเจ้าด้วยเหตุนี้ อิมามจึงสามารถตอบคำถามทั้งหลายในทุกเรื่อง ทั้งทางโลกและทางธรรม ตลอดจนปัญหาด้านวัตถุและศีลธรรม
มีความประเสริฐ และมีจริยธรรมที่สูงส่งที่สุด
มีความสามารถปกครองสังคม สามารถบริหารได้ถูกต้องตามหลักการของศาสนา
จากคุณสมบัติที่กล่าวมาทำให้เข้าใจได้ว่าการเลือกผู้นำที่มีคุณสมบัติสมบูรณ์เช่นนี้ เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความสามารถของมนุษย์ เฉพาะพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถเลือกสรรตัวแทนของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)ด้วยความรู้ที่ไม่มีที่สิ้นสุดของพระองค์ได้เพียงพระองค์เดียว ซึ่งคุณลักษณะที่สำคัญที่สุดของอิมามคือ ได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้า
ลำดับต่อไปจะกล่าวอธิบายถึง คุณลักษณะพิเศษบางประการของอิมาม
1. ความรู้ของอิมาม
บรรดาอิมาม คือ ผู้ปกครองและเป็นผู้นำทั้งศาสนจักรและอาณาจักร ด้วยเหตุนี้ จึงต้องมีความรู้ในทุก ๆ เรื่องที่เป็นความต้องการของมนุษย์ทั้งโลกนี้และโลกหน้า เพราะถ้าผู้นำเป็นคนโง่เขลาหรือด้อยปัญญาแล้ว จะปกครองและชี้นำประชาชาติได้อย่างไร
อิมามคือผู้รับหน้าที่ชี้นำประชาชน จำเป็นต้องมีความรู้ครอบคลุมทุกด้าน มีความรอบรู้เกี่ยวกับบทบัญญัติทั้งมวล มีความรอบรู้เรื่องการตีความคัมภีร์อัล-กุรอาน และแบบฉบับของท่านศาสดา และต้องสามารถอธิบายวิชาการด้านศาสนาได้อย่างถ่องแท้ พร้อมกับตอบคำถามของประชาชน ที่สำคัญต้องมีความสันทัดในการชี้นำประชาชน แน่นอนยิ่ง บุคคลที่มีคุณลักษณะดังกล่าวมา เขาย่อมมีความพร้อมในการเป็นผู้นำมากกว่าคนอื่น และย่อมได้รับการเชื่อถือไว้วางใจเป็นพิเศษ ความรู้เช่นนี้ไม่อาจเกิดขึ้นได้ เว้นเสียแต่ว่าได้ติดต่อกับความรู้ของพระเจ้าด้วยเหตุนี้ ชีอะฮฺจึงเชื่อโดยหลักการว่า ความรู้ของอิมาม หรือตัวแทนที่แท้จริงของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้รับมาจากพระเจ้า
อิมามอะลี (อ.) กล่าวถึงสัญลักษณ์พิเศษที่บ่งบอกถึงความถูกต้องของอิมามว่า อิมามคือผู้ที่มีความรู้ในเรื่องอนุมัติและไม่อนุมัติ เรื่องบทบัญญัติต่าง ๆ คำสั่งห้ามและคำสั่งใช้ ตลอดจนความต้องการทั้งหลายของประชาชน มากกว่าบุคคลอื่นทั้งสิ้น
2. ความบริสุทธิ์ของอิมาม
บรรดาอิมามนั้นไม่เหมือนกับคนทั่ว ๆ ไป เหมือนกับบรรดาอัมบิยาอในฐานะเป็นผู้บริสุทธิ์จากบาปทั้งมวล อะฮฺลิซุนนะฮ เห็นพร้องต้องกันว่า เฉพาะบรรดาศาสดาเท่านั้นที่บริสุทธิ์จากบาป ส่วนคนอื่น ๆ แม้แต่อิมามของบรรดามุสลิม หรือเคาะลิฟะฮ ถือว่าไม่ได้เป็นผู้บริสุทธิ์ (มะอซูม)
ทรรศนะของชีอะฮเชื่อว่า บรรดาอิมามต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ (มะอซูม) จากบาปทั้งปวง นับตั้งแต่วันแรกที่ประสูติขึ้นมาถึงวาระสุดท้ายของชีวิตจะไม่มีบาปใด ๆ เกิดขึ้นมาจากบรรดาอิมามเด็ดขาด ทั้งบาปเล็กและบาปใหญ่ หรือบาปที่เกิดขึ้นจากความพลั้งเผลอ หลงลืมหรือตั้งใจ ดังที่อัลกุรอาน กล่าวว่า
"อันที่จริง อัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะขจัดมลทินให้ออกไปจากสูเจ้า โอ้บรรดาอะฮฺลุลบัยต และทรงชำระขัดเกลาสูเจ้าให้สะอาบริสุทธิ์ (ซูเราะฮ อัล-อะหซาบ : 33)
อะฮฺลิซซุนนะฮและชีอะฮ รายงานตรงกันจากวจนะของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ที่กล่าวว่า
"แท้จริง ฉันได้ฝากสิ่งหนักสองสิ่งที่มีค่ายิ่งไว้ในหมู่ของพวกเจ้า สิ่งหนึ่งคือคัมภีร์ของอัลลอฮฺ และอีกสิ่งคืออิตระตี (ครอบครัวของฉัน) ถ้าพวกท่านยึดมั่นในสิ่งทั้งสอง พวกท่านจะไม่หลง และแท้จริงสิ่งทั้งสองจะไม่แยกออกจากกันเด็ดขาด จนกว่าสิ่งทั้งสองจะคืนกลับสู่ฉันยังสระน้ำแห่งสรวงสวรรค์"
ฮะดีซซะเกาะลัยนพิสูจน์ความเป็นผู้บริสุทธิ์ของอิมามได้อย่างไร
จากประโยคที่ว่า "ถ้าพวกเขายึดมั่นสิ่งทั้งสองแล้ว พวกเจ้าจะไม่หลงทาง" ทำให้เข้าใจได้ทันทีว่า ถ้ามนุษย์ยึดมั่นอยู่กับอัล-กุรอานและอะฮฺลุลบัยตฺ (ทายาทของศาสดา)พวกเขาจะไม่หลงทางตลอดกาล ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นความจำเป็นของมะอซูมของบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ (ทายาทของศาสดา) เพราะถ้าหากอะฮฺลุลบัยตฺ (ทายาทของศาสดา)ไม่ได้เป็นผู้บริสุทธิ์และมีความผิด ซึ่งอาจจะเกิดจากความหลงลืมหรือตั้งใจ เช่น เข้าใจวัตถุประสงค์ของอัลลอฮฺ (ซบ.) ในโองการต่าง ๆ ผิด หรือสอนประชาชนไปอย่างผิด ๆ และเป็นเหตุทำให้ประชาชนต้องหลงทางออกไป แต่ในขณะที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า "ถ้าพวกเจ้ายึดมั่นต่อะฮฺลุลบัยตฺ (ทายาท) ของฉันพวกเจ้าจะไม่หลงทาง" หมายถึงการยึดมั่นต่ออะฮฺลุลบัยตฺ (ทายาทของศาสดา) พวกเขาจะไม่ชี้นำหรือพาพวกเจ้าให้หลงทางออกไป หรือนำไปทำในสิ่งที่ผิดพลาดซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นคุณสมบัติเฉพาะกับคนที่เป็นมะอซูม (บริสุทธิ์) เท่านั้น
จากประโยคที่ว่า "สิ่งทั้งสองจะไม่แยกออกจากกัน" หมายถึง อัล-กุรอานกับอะฮฺลุลบัยตฺ (ทายาทของศาสดา) จะไม่มีวันแยกออกจากกัน ซึ่งถ้าหากครอบครัวของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กระทำความผิดหรือทำในสิ่งที่ไม่ดีโดยไม่ได้ตั้งใจ หมายความว่า อะฮฺลุลบัยตฺ (ทายาทของศาสดา)ได้แยกออกจากคัมภีร์อัล-กุรอานไปโยปริยาย ดังนั้น การไม่แยกออกหรือปราศจากการแยกทางอย่างสิ้นเชิงนั้น หมายถึง สิ่งทั้งสองเท่าเทียมกันโดยเฉพาะเรื่องของความบริสุทธิ์
หรือโองการที่ว่า "จงปฏิบัติตามอัลลอฮฺ และจงปฏิบัติตามเราะซูล และผู้ปกครองในหมู่สูเจ้า" (ซูเราะฮ อัน-นิซาอ : ๕๙)
ถ้าหากพวกเขาไม่ได้เป็นผู้บริสุทธิ์ อัลลอฮฺ (ซบ.) จะไม่สั่งให้ปฏิบัติตามชนิดปราศจากเงื่อนไขใด ๆ ทั้งสิ้น เมื่อพระองค์สั่งย่อมแสดงให้เห็นว่าพวกเขาต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะอัลลอฮฺ (ซบ.) จะไม่สั่งให้ปฏิบัติตามบุคคลที่ฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์โดยเจตนาหรือโดยหลงลืม เพราะจะทำให้เกิดความขัดแย้งและผิดวัตถุประสงค์ของพระองค์ สิ่งที่พระองค์ทรงประสงค์คือ ให้บ่าวปฏิบัติตามคำสั่งของพระองค์มิใช่ให้กระทำความผิด
อีกโองการหนึ่งที่บ่งบอกถึงความบริสุทธิ์ของอิมามคือ โองการที่ 124 บท อัลบะเกาะเราะฮฺ ที่กล่าวว่า แท้จริงฉันแต่งตั้งเจ้าให้เป็นผู้นำมนุษย์ชาติ เขากล่าวว่า และลูกหลานของข้าพระองค์ด้วยไหม พระองค์ตรัสว่า สัญญาของฉันไม่แผ่รวมถึงผู้อธรรม จะเห็นว่าหลังจากตำแหน่ง นบีแล้ว พระเจ้าทรงมอบตำแหน่งอิมามแก่อิบรอฮีม หลังจากนั้นอิบรอฮีมวอนขอต่อพระเจ้าว่า ขอให้พระองค์ประทานตำแหน่งนี้แก่บุตรหลานของท่านด้วย พระเจ้าทรงตอบรับคำวิงวอนของอิบรอฮีมและตรัสกับอิบรอฮีมว่า สัญญาของฉันไม่แผ่รวมถึงผู้อธรรม หมายถึงการแต่งให้เป็นอิมามเฉพาะกลุ่มบุตรหลานที่ไม่อยุติธรรม
อัล-กุรอาน ถือว่าการตั้งภาคีเทียบเทียมพระเจ้าเป็นการกดขี่ที่ชั่วช้าที่สุด ตลอดจนการละเมิดคำสั่งของพระองค์ เป็นบาป เท่ากับกดขี่ตนเอง ดังนั้น บุคคลใดก็ตามถ้าในชีวิตของเขากระทำบาป ถือว่าเป็นจุดประสงค์ของโองการ ฉะนั้น เขาจึงไม่มีความเหมาะสมกับตำแหน่งอิมามแต่แต่นิดเดียว
อีกนัยหนึ่งสามารถกล่าว โดยไม่ต้องคลางแคลงใจว่า อิบรอฮีม (อ.) มิได้วิงวอนขอตำแหน่งอิมามให้กับบุตรหลานที่ตลอดชีวิตของเขาทำบาปเพียงอย่างเดียว หรือทำความดีในตอนแรก หลังจากนั้นได้กระทำบาป ฉะนั้น คงเหลือสองกลุ่มชนที่ต้องพิจารณา กล่าวคือ
1. กลุ่มชนที่ตอนแรกกระทำบาป หลังจากนั้นกลับใจและหันกลับมาสร้างความดี
2. กลุ่มชนที่ไม่เคยกระทำความผิดเลย ตั้งแต่แรกจวบจนอำลาจากโลกไป
พระเจ้าทรงละทิ้งคนกลุ่มแรก ดังนั้น สรุปได้ว่าตำแหน่งอิมามมีความเหมาะสม เฉพาะกับชนกลุ่มที่สองเท่านั้น
การบริหารสังคม
มนุษย์คือ บุคลากรของสังคม ซึ่งสังคมนั้นมีบทบาทกับชีวิต จิตใจ และความประพฤติของมนุษย์อย่างมาก เพื่อการอบรมที่ถูกต้อง และความก้าวหน้าไปสู่ความใกล้ชิดกับพระเจ้า จำเป็นต้องสร้างบรรยากาศของสังคมให้มีความเหมาะสม ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งพระเจ้าขึ้นปกครอง ด้วยเหตุนี้ อิมามผู้เป็นผู้สังคมต้องมีความสามารถในการบริหารสังคม ตามคำสอนของอัล-กุรอาน และแบบฉบับของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ต้องใช้ประโยชน์จากองค์ประกอบของสังคม ในการจัดตั้งรัฐบาลอิสลามเพื่อบริหาร
การมีจริยธรรมที่สูงส่ง
อิมามคือ ผู้นำของสังคมจำเป็นต้องห่างไกลจากความชั่วร้าย และมารยาทที่ไม่ดีไม่งามทั้งหลาย ต้องเป็นผู้มีศีลธรรมและจรรยาธรรมที่สูงส่ง ต้องเป็นผู้มีจริยธรรมที่สมบูรณ์ในขั้นสูงสุด เนื่องจากอิมามอยู่ในฐานะของมนุษย์ผู้สมบูรณ์เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุดสำหรับผู้ปฏิบัติตาม
อิมามริฎอ (อ.) กล่าวว่า สำหรับอิมามมีสัญลักษณ์ต่าง ๆ มากมาย เช่น เขามีความรู้สูงสุด มีความสำรวมตนมากที่สุด มีความอดทนมากที่สุด กล้าหาญที่สุด มีเกียรติที่สุด และเป็นมั่นคงในอิบาดะฮฺมากกว่าประชาชนทั้งหมด
อิมาม นอกจากจะอยู่ในฐานะตัวแทนของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) แล้ว ยังต้องทำหน้าที่สอนสั่งประชาชน ด้วยเหตุนี้ อิมามจำเป็นต้องรู้ดีและมีจรรยาธรรมมากกว่าบุคคลอื่น
อิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า บุคคลที่เป็นอิมามตามบัญชาของพระเจ้า เขาต้องเรียนรู้มากกว่าบุคคลอื่น เขาต้องสอนบุคคลอื่นด้วยความประพฤติของตน ก่อนที่จะสอนด้วยคำพูด
การแต่งตั้งอิมาม
ชีอะฮฺเชื่อโดยหลักการว่าอิมามผู้เป็นตัวแทนของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ต้องได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้า และศาสดาต้องแนะนำอิมามแก่ประชาชน ฉะนั้นไม่มีบุคคลใด หรือชนกลุ่มใดสามารถเลือกอิมามด้วยตัวเองได้
อิมามจึงจำเป็นต้องได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้าด้วยเหตุผลที่ว่า
1. อัล-กุรอาน คือบัญชาที่ควบคุมทุกสรรพสิ่งของพระเจ้า ทั้งหมดต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามอัล-กุรอาน แน่นอนพระองค์สามารถมอบสิ่งนี้แก่ผู้พระองค์ทรงประสงค์ ที่มีความเหมาะสม ด้วยเหตุนี้ ดังที่ท่านศาสดาได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้า อิมามก็ต้องได้รับการเลือกสรรจากพระเจ้าเพื่อปกครองประชาชนเช่นกัน
2. สิ่งสำคัญมากกว่าอื่นใด ซึ่งกล่าวไปแล้วว่าอิมามต้องเป็นผู้บริสุทธิ์ และต้องมีความรู้มากที่สุด แน่นอนการรู้จักบุคคลที่มีคุณสมบัติสูงส่งเช่นนี้ เฉพาะพระเจ้าเท่านั้นที่สามารถล่วงรู้ได้ ดังที่ตรัสกับอิบรอฮีมว่า ฉันจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นอิมาม
การแต่งตั้งตัวแทนของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้พูดถึงเรื่องวิลายะฮหรือผู้ปกครองรัฐอิสลามภายหลังจากท่านไม่ใช่เพียงครั้งเดียวก่อนการจากไปของท่านแต่ท่านพูดตั้งแต่วันแรกที่ประกาศตนเป็นศาสดาในวันนั้นท่านได้พูดถึงปัญหาสามเรื่อด้วยกัน คือ เรื่อเตาฮีด (การเป็นเอกภาพของพระเจ้า) เรื่องนุบูวัต (สภาวะการเป็นศาสดา) เรื่องวิลายะฮและอิมามะฮ (การเป็นผู้ปกครองภายหลังจากท่าน) โดยในวันนั้นท่านศาสดาได้ประการศอย่างเป็นทางการว่าอะลีคือตัวแทนของท่านที่จะทำหน้าที่ปกครองประชาชาติภายหลังจากท่าน
ริวายะฮทั้งซุนนะฮและชีอะฮรายงานไว้ว่าวันแรกที่ท่านศาสดาทำการประกาศการเป็นศาสดาท่านได้เชิญวงศาคณาญาติที่ใกล้ชิดมาจำนวน ๔๐ คนด้วยกันและในวันนั้นเองท่านได้ประกาศว่าอะลี คือเคาะลิฟะฮและเป็นตัวแทนของท่านภายหลังจากนั้นท่านศาสดาได้กล่าวแนะนำถึงการเป็นเคาะลิฟะฮของท่านอะลีเรื่อยมาในหลาย ๆ เหตุการณ์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อม เพื่อให้บรรดามุสลิมทั้งหลายได้รับรู้ถึงสถานภาพของท่านอะลีและของตนเอง และท่านได้ประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้งมี่เฆาะดีรคุมท่ามกลางบรรดานักแสวงบุญที่เดินทางกลับจากการทำหัจญ์ร่วมกับท่านศาสดาเป็นครั้งสุดท้ายจำนวน ๑๒๐,๐๐๐ คน ในเหตุการณ์ครั้งนั้นท่านศาสดาได้กล่าวสุนทรพจน์ว่า "โอ้มุสลิมทั้งหลาย จงแจ้งให้ฉันรู้เถิดว่า ผู้ใดเล่าที่มีอำนาจเหนือบรรดาผู้ศรัทธา ยิ่งไปกว่าตัวของพวกเขาเอง" บรรดามุสลิมทั้งมวล ณ ที่นั้นได้กล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า "อัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ทรงรู้ดียิ่งกว่าใคร" ในขณะที่ท่านกล่าวถึงตอนนี้ ท่านได้จับมือของท่านอะลีชูขึ้นแล้วกล่าวต่อว่า "อัลลอฮฺคือนายของฉัน และฉันเป็นนายของบรรดาผู้ศรัทธา ฉันมีสิทธิเหนือพวกเขาเหล่านั้นมากกว่าสิทธิในตัวของเขาเอง เพราะฉะนั้น ผู้ใดที่ฉันเป็นนาย (เมาลา) เหนือพวกเขา อะลีก็นเป็นนาย (เมาลา) เหนือพวกเขาด้วย" ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวย้ำประโยคนี้ถึงสามครั้งด้วยกัน
ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้กล่าวถึงตัวแทนและผู้นำภายหลังจากท่านทั้งจำนวนและชื่อ ตลอดจนคุณสมบัติอื่น ๆ ไว้อย่างชัดเจน ท่านกล่าวว่า "อิมาม (ผู้นำ) ภายหลังจากฉันมี ๑๒ คน และทั้งหมดเป็นชาวกุรอยช์" ท่านได้กล่าวกับท่านญาบิรอันซอรีโดยตรงว่า อิมามภายหลังจากฉันมีจำนวน ๑๒ คน" หลังจากนั้นท่านได้กล่าวชื่ออิมามเหล่านั้นทีละคน และกล่าวกับท่านญาบิรว่า "ท่านจะมีอายุยืนจนถึงอิมามคนที่ห้า และเมื่อพบกับเขาจงบอกกับเขาด้วยว่า และฝากสลามมา
คำอธิบายที่ครอบคลุมและสวยงาม
ในส่วนสุดท้ายของบทนี้ขอนำเสนอคำพูดของอิมามท่านที่ 8 อิมามริฎอ (อ.) กล่าวถึงฐานะภาพอันสูงส่งของอิมามและคุณสมบัติพิเศษของท่าน
บุคคลที่ทำหน้าที่ปกครองในฐานะของอิมาม และคิดว่าอิมามคือตำแหน่งที่เลือกตั้งโดยประชาชน เขาได้แสดงความโง่เขลาออกมา เนื่องจากประชาชนเขารู้จักตำแหน่ง และสถานภาพของอิมามในหมู่ประชาชนหรือ พวกเขาจึงได้เลือกใครก็ได้ขึ้นเป็นอิมาม
อิมาม ผู้มีอำนาจสูงส่ง มีเกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ และอยู่ในสถานภาพที่สูงศักดิ์ อิมามลุ่มลึกยิ่งกว่าสติปัญญาของมนุษย์จะหยั่งถึง
อิมาม คือตำแหน่งที่พระเจ้าทรงมอบแด่อิบรอฮีม หลังจากตำแหน่งนบี และเคาะลีลุลลอฮฺ เป็นตำแหน่งที่สามสำหรับอิบรอฮีม อิมามมคือ คิลาฟะฮฺของพระเจ้า และคิลาฟะฮฺของท่านศาสดา ตำแหน่งของอิมามอะลี (อ.) คือมรดกตกทอดสำหรับอิมามฮะซันและอิมามฮุซัยนฺ (อ.) อิมามคือผู้นำศาสนา ผู้สร้างระบบแก่บรรดามุสลิม ผู้ปรับปรุงสังคมโลก เป็นเกียรติยศสำหรับผู้ศรัทธา การนมาซ ศีลอด หัจญ์ และญิฮาดจะสมบูรณ์ได้ต่อเมื่อยอมรับวิลายะฮฺของอิมาม
อิมาม คือผู้ทำให้ฮะลาลของพระเจ้าฮะลาล และทำให้ฮะรอมของพระองค์ฮะรอม ตัดสินความตามกฎเกณฑ์ที่แท้จริงของพระเจ้า ยึดมั่นบทลงโทษของพระองค์และปฏิบัติสิ่งนั้นอย่างเคร่งครัด ปกป้องศาสนาของพระองค์ และเชิญชวนบุคคลอื่นมาสู่ศาสนาของพระองค์ด้วยวิทยปัญญา เหตุผล และข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน
อิมาม เปรียบเสมือนพระอาทิตย์ที่ขึ้นในตอนเข้า แสงอาทิตย์จะฉายส่องทั่วทั้งโลก พระอาทิตย์จะปรากฏ ณ เส้นขอบฟ้าซึ่งไม่มีสิ่งใดเอื้อมไปถึง อิมามเปรียบเสมือนพระจันทน์ที่ส่องแสงนวล ครบเพลิงที่ติดอยู่ตลอดเวลาเป็นรัศมีที่มีความบรรเจิด เป็นดวงดาวแห่งทางนำท่ามกลางความมืดมิดของหนทางต่าง ๆ ทั้งในเมือง ทะเลทราย หุบเขา และมหาสมุทรทั้งหลาย ผู้ให้การช่วยเหลือให้รอดพ้นจากการทดสอบ และความโง่เขลาทั้งหลาย
อิมาม เสมือนเพื่อนสนิทที่ร่วมทาง บิดาที่มีเมตตา พี่น้องร่วมสายเลือด มารดาที่กระทำดีต่อบุตรและเอาใจดูแลต่อทารกน้อย ให้ที่พัดพิงแก่ปวงบ่าวที่กระทำความผิดมหันต์ อิมามคือผู้ที่ ปราศจากบาปและข้อตำหนิ อิมามคือผู้แสดงวิชาการ และความอดทนอันเฉพาะ อิมามเป็นผู้ดำรงอิบาดะฮฺมั่นคงที่ไม่มีผู้ใดเทียบเคียง ไม่มีบุคคลใดมีความรู้เทียบเท่าอิมาม ไม่มีผู้ใดแทนที่ท่านได้ และไม่อาจหาบุคคลที่คล้ายคลึงท่านได้
ดังนั้น ใครเล่าที่สามารถรู้จักอิมาม และสามารถเลือกอิมามปกครองตนเองได้ ขอความหายนะ ขอความหายนะ จงมีแด่ผู้ที่ปล่อยให้สติปัญญาหลุดลอยมือไป ผู้ที่แสร้งโง่เขลา และผู้ที่ทำลายปัญญาของตน
ตรงนี้ ทัศนะที่ไร้รัศมี ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ผู้มีสติปัญญา ผู้โง่เขลา คำพูดของนักปราชญ์และผู้รู้ทั้งหลายคนใดเล่าที่สามารถอธิบายเกียรติยศและความสูงส่ง ของอิมามสักหนึ่งประการได้ พวกเขาต่างสารภาพถึงการไร้สามารถของพวกเขา