ซูเราะฮฺฟาติหะ โองการที่ ๗
صِرَاطَالَّذِيْنَاَنْعَمْتَعَلَيْهِمْغَيْرِالْمَغْضُوْبِعَلَيْهِمْوَلاَالضَّّآلِّيْنَ
ความหมาย (โอ้ อัลลอฮฺโปรดชี้นำพวกเราสู่)"แนวทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงประทานความโปรดปรานแก่พวกเขามิใช่แนวทางของบรรดาผู้ที่ถูกกริ้วและบรรดาผู้หลงผิด"
คำอธิบาย ภายหลังจากความต้องการการชี้นำสู่แนวทางอันเที่ยงตรงมนุษย์จะวอนขอจากอัลลอฮฺ (ซบ.)ให้พระองค์ทรงชี้นำเขาสู่แนวทางหนึ่งซึ่งบรรดาผู้ที่ได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ(ซบ.) ล้วนอยู่ในแนวทางดังกล่าว อัลลอฮฺ (ซบ.)ได้ทรงกล่าวถึงตัวอย่างของกลุ่มบุคคลเหล่านั้นไว้ในอัล-กุรอานอันประกอบไปด้วยบรรดาศาสดา(อัมบิยาอฺ) ผู้มีความสัตย์จริง (ศิตดีกีน) ผู้พลีชีพในแนวทางของอัลลอฮฺ (ซบ. )(ชุฮะดาอฺ) และกัลยาณชน (ศอลิฮีน) (๑)
การมีใจจดจ่อและมุ่งมั่นอยู่กับแนวทางของผู้ทรงเกียรติเหล่านี้ความปรารถนาที่จะก้าวเดินในแนวทางดังกล่าวอีกทั้งการย้ำเตือนตนเองถึงความปรารถนานี้จะยับยั้งและสกัดกั้นมนุษย์จากภยันตรายของความเฉไฉและการก้าวเข้าไปสู่เส้นทางที่หลงผิดทั้งหลาย
ภายหลังจากการแสดงความต้องการดังกล่าว มนุษย์จะวอนขอจากอัลลอฮฺ (ซบ.)เพื่อมิให้พระองค์ทรงอนุมัติให้เขาย่างก้าวเข้าไปในแนวทางของผู้ที่ถูกกริ้วและผู้หลงผิด
ใครคือผู้ที่โกรธกริ้วและผู้หลงผิด
ในอัล-กุรอาน ผู้คนจำนวนหนึ่งได้ถูกกล่าวถึงไว้ในฐานะผู้ที่ถูกกริ้วเช่นฟิรเอาน์ กอรูน อะบูละฮับ และกลุ่มชนบางกลุ่ม เช่น กลุ่มชนอาด ษะมูดและบะนีอิสรออีล(ชาวยิว) เป็นต้น (๒)
เราจะวอนขอจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ในทุก ๆนมาซให้พระองค์ทรงโปรดประทานความสัมฤทธิ์ผลในอันที่จะไม่กลายเป็นผู้มีสภาพเหมือนดังกลุ่มชนที่ประสบกับความกริ้วโกรธของพระองค์อันเนื่องมาจากความศรัทธาและพฤติกรรมของพวกเขา
บะนีอิสรออีล (ชาวยิว)ซึ่งเรื่องราวความเป็นมาและอารยธรรมของพวกเขาได้ถูกกล่าวไว้ไนอัล-กุรอานอย่างมากมายนั้นครั้งหนี่งเคยมีความประเสริฐเหนือกว่ากลุ่มชนทุกกลุ่มในอดีตกาลมาแล้วอัล . กุรอานได้กล่าวถึง พวกเขาว่าفَضَّلْتُكُمْعَلَىالعَالَمِيْنَ(๓) แต่ทว่าภายหลังจากความประเสริฐและความเลอเลิศดังกล่าว พวกเขาต้องประสบกับความกริ้วโกรธของอัลลอฮฺ(ซบ.)อันเนื่องมาจากพฤติกรรมของพวกเขาซึ่งอัล-กุรอานได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อีกครั้งหนึ่งว่าوَبَآئُوْبِغَضَبٍمِنَاللّهِ(๔)ชะตากรรมดังกล่าวนี้เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และการปฏิบัติของพวกเขาอาทิเช่น นักปราชญ์ และผู้รู้ ชาวยิวได้ทำการบิดเบือนคำสั่งและกฎเกณฑ์ต่าง ๆของคัมภีร์เตารอฮฺอัล-กุรอานได้กล่าวว่าيُحَرِّفُوْنَالكَلِمَعَنْمَوَاضِعِهِ(๕)พ่อค้าเเละผู้มั่งคั่งในหมู่พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับดอกเบี้ย การบริโภคสิงต้องห้ามและความฟุ้งเฟ้อوَاَخَذِهِمُالرِّبوا(๖ ) นอกจากนี้พวกเขาได้ปฏิเสธการเรียกร้องเชิญชวนของศาสดาของตนในการเข้าสู่สนามรบ และการเข้าสู่แผ่นดินปาเลสไตน์อันศักดิ์สิทธิ์เนื่องจากสาเหตุของความรักชีวิตอันสุขสบายหรือความหวาดกลัวมิหนำซ้ำยังได้กล่าวกับศาสดาของพวกเขาว่า"พวกเราไม่มีอารมณ์ทีจะทำสงคราม" ดังทีปรากฏอยู่ ในอัล-กุรอาน ว่า
فَاذْهَبْاَنتَوَرَبُّكَفَقَاتِلاًاِنَّاهَهنَاكََ(๗)
เนื่องจากความบิดพลิ้ว และความผันแปรเหล่านี้ อัลลอฮฺ (ซบ. )ได้ทรงนำพวกเขาลงมาจากสุดยอดของเกียรติยศและความเลอเลิศสู้ความต่ำต้อยและความอัปยศอดสู
ด้วยเหตุนี้ในทุก ๆ นมาซ เราจะวอนขอต่ออัลลอฮฺ (ซบ.)มิให้เป็นหนึ่งในกลุ่มชนที่ถูกกริ้วกล่าวคือมิใช่ทั้งผู้ที่บิดเบือนโองการของอัลลอฮฺ(ชบ.)และมิใช่ทั้งผู้ที่กินดอกเบี้ย หรือผู้ที่หนีการพลีชีพในหนทางของสัจธรรมและในทำนองเดียวกันเราจะวอนขอต่ออัลลอฮฺ (ซบ.)มิให้เป็นหนึ่งในกลุ่มชนผู้หลงผิดซึ่งได้แก่ ผู้ที่ละทิ้งแนวทางแห่งสัจธรรมและหันไปหาความมดเท็จอีกทั้งเป็นผู้ที่มีความเลยเถิดและสุดโต่งในศาสนาและความเชื่อของตนและเป็นผู้ปฏิบัติตามอารมณ์ใฝ่ ต่ำของตนเองและผู้อื่น(๘)ถ้าหากมนุษย์อยู่ในเส้นทางของบรรดาผู้ที่ได้รับความเมตตาและความโปรดปรานของอัลลอฮฺ(ซบ.) แล้วไม่เพียงแต่เขาจะไม่หลงทางเท่านั้นแต่ทว่าเขาจะไม่เป็นผู้ให้การช่วยเหลือและเป็นมิตรกับผู้กดขี่ด้วยเช่นกัน (๙)
ในช่วงท้ายของซูเราะฮฺฟาติหะมนุษย์จะเปิดเผยและแสดงความรักและความเป็นมิตรของตนต่อบรรดาศาสดาผู้มีความสัตย์จริง ผู้พลีชีพในแนวทางของอัลลอฮฺ (ซบ.)กัลยาณชนและต่อแนวทางของพวกเขาเหล่านั้นพร้อมกันนั้นมนุษย์จะแสดงความรังเกียจและปลีกตนออกจากผู้ถูกกริ้วและผู้หลงผิดทั้งหลายตลอดหน้าประวัติศาสตร์มนุษยชาติ และนี่คือความหมายของ"ตะวัลลา" และ "ตะบัรฺรอ"(๑๐)
บทเรียนและประเด็นสำคัญจากโองการ
๑.มนุษย์ต้องการแบบอย่างในการอบรมสั่งสอนและการขัดเกลา
บรรดาศาสดา ผู้มีความสัตย์จริง ผู้พลีชีพในแนวทางของอัลลอฮ. (ซบ. )และเหล่ากัลยาณชนถือเป็นแบบอย่างอันงดงามยิ่งในความเป็นมนุษย์
๒.สิ่งใดก็ตามที่มนุษย์ได้รับจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ล้วนเป็นความโปรดปรานทั้งสิ้นส่วนความโกรธกริ้วนั้นมนุษย์เป็นผู้สร้างมันขึ้นมาด้วยน้ำมือของตนเอง (๑๑)
๓. การแสดงความเกลียดชังต่อบรรดาผู้ที่ถูกโกรธกริ้ว และผู้หลงผิดในทุก ๆนมาซนั้น จะเป็นเครื่องทัดทานและสกัดกั้นสังคมอิสลามจากการยอมรับการปกครองของบุคคลดังกล่าว อัล-กุรอาน ได้ชี้แนะไว้ในเรื่องนี้ว่าلاَتَتَوَلَّواقَوْمًاغَضِبَاللَّهُعَلَيْهِمْ
ความว่า "จงอย่ายอมรับอำนาจปกครองของกลุ่มชนที่อัลลอฮฺทรงโกรธกริ้วพวกเขา" (๑๒)
๔. ความเกลียดชังต่อบรรดาผู้หลงผิด หมายถึงความเกลียดชังต่อบรรดาผู้ที่มีความเชื่ออย่างเลยเถิด ผู้ที่มีพฤติกรรมอันเลวทรามผู้ปฎิบิตตามอารมณ์ใฝ่ต่ำเป็นต้น
-----------------------------------------------------
๑. ในโองการ ที่ ๖๔ ชูเราะฮฺอัน-นิซาอฺ และโองการที่ ๕๘ ซูเราะฮฺ มัรยัมได้ระบุถึงบรรดาผู้ได้รับความโปรดปรานไว้ ดังใ นโองการที ๖๔ ซูเราะฮฺอัน-นิซาอฺชึ่งมีใจความว่า
وَمَنْيُطِعِاللّهَوَالرََّسُولَفَأُولَئِكَمَعَالَّذِيْنَاَنْعَمَاللّهُعَلَيْهِمْمِّنَالنَّبيِّيْنَوَالصِّدِّيْقِيْنَوَالشُّهَدآءِوَالصَّالِحِيْنَ
ความว่า บรรดาผู้ทีสวามิภักต่ออัลลอฮฺและต่อศาสนทูตย่อมจะได้อยู่ร่วมกับกลุ่มชนที่อัลลอฮฺทรงประทานความ โปรดปรานแก่พวกเขาอันได้แก่บรรดาศาสดา บรรดาผู้ที่มีความสัตย์จริงบรรดาผู้พลีชีพในแนวทางของอัลลอฮฺและบรรดากัลยาณชน"
๒. คุณดักษณะของผู้ที่ถูกกริ้ว และผู้ที่หลงผิดและกลุ่มบุคคลที่มีลักษณะดังกล่าวได้ถูกระบุไว้หลายโองการ เช่น ผู้กลับกลอก(มุนาฟิกีน) ผู้ตั้งภาคี (มุชริกีน) และผู้ทีมีทัศนคติไม่ดีต่ออัลลอฮฺ(ซบ.)ดังทีอัล-กุรอานกล่าวว่าوَمَنْيُشْرِكْبِاللَّهِفَقَدْضَلَّضَلَلاًبَعِيْدًا
ความว่า "และผู้ใดตั้งภาคีเทียบเคียงอัลลอฮฺเขาย่อมหลงทางอย่างห่างไกลยิ่ง"(อัน-นิซาอฺ ๑๑๖)
وَيُعَذِّبَالمُنَافِقِيْنَوَالْمُنَافِقَاتِوَالْمُشْرِكِيْنَوَالْمُشرِكَاتِاَلظّآنِّينَبِااللّهِظَنَّالسُُّوءِعَلَيْهِمْدآئِرَةُالسُّوءِوَغَضَبَاللّهُعَلَيْهِمْوَلَعَنَهُمْوَاَعَدَّلَهُمْجَهَنَّمَوَسَآئَتْمَصِيْرًا
ความว่า และเพื่อ การลงโทษบรรดาผู้กลับกลอกทั้งชายและหญิงและบรรดาผู้ตั้งภาคีทั้งชายและหญิง ซึ่งเป็นพวกทีมีทัศนคติไม่ดีต่ออัลลอฮฺสภาพการณ์อันเลวร้าย (ที่พวกเขารอคอยที่จะให้เกิดขี้นกับบรรดาผู้ศรัทธากับหมุนเวียนมาประสบกับพวกเขา และอัลลอฮฺทรงกริ้วโกรธพวกเขาทรงทำให้พวกเขาห่างไกลจากความเมตตาของพระองค์อีกทั้งทรงตระเตรียมนรกไว้สำหรับพวกเขา และมันช่างเป็นจุดจบที่เลวร้ายยิง่ ่(อัล-ฟัตหฺ ๖)
ผู้ปฏิเสธโองการต่าง ๆ ของอัลลอฮฺ(ซบ.) และผู้ฆ่าสังหารบรรดาศาสนทูตดังที่อัล-กุรอาน กล่าวว่า
وَضُرِبَتْعَلَيْهِمُالذِّلَّةُوَالمَسْكَنَةُوَبَآءُوْبِغَبٍمِنَاللَّهِذَلِكَبِأَنِّهُمْكَانُوْايَكْفُرُوْنَبِئَيَاتِاللَّهِوَيَقْتُلُوْنَالنَّبِيّيْنَبِغَيْرِالْحَقِّ
ความว่า ความอัปยศและความขัดสนได้ถูกตีตราลงบนพวกเขาและพวกเขาต้องประสบกับความกริ้วโกรธของอัลลอฮฺอีกครั้งทั้งนี้เนื่องจากพวกเขาปฏิเสธโองการของอัลลอฮฺอีกทั้งยังฆ่าบรรดาศาสดาอย่างไร้ความชอบธรรม....(บะกอเราะฮฺ ๖๑)
ชาวคัมภีร์ทีขัดขวางและต้านทานการเชิญชวนสู่สัจธรรมดังปรากฏในซูเราะฮฺอาลิอิมรอน (โองการ ที่ ๑๑๐-๑๑๒)
مِنْهُمُالْمُئْومِنُوْنَوَاَكْثَرُهُمُالغَاسِقُوْنَلَنْيَّضُرُّوْكُمْاِلاَّاّذىوَاِنْيُّقَاتِلُوكُمْيُوَلُّوكُمُالاَدْبَارَثُمََّلاَيُنْصَرُوْنَضُرِبَتْعَلَيْهِمُالذِّلَّةُاَيْنَمَاثُقِفُوااَلاَّبِحَبْلٍمِنَاللَّهِوَحَبّلٍمِنَالنّاسِوَبَآئُوْبِغَضَبٍمِنَاللَّهِوَضُرِبَتْعَلَيْهِمُالْمَسكَنَ
ความว่า "(แต่ทว่าเฉพาะ) ส่วนน้อยของพวกเขา (ชาวคัมภีร) ์ เท่านั้นที่มีศรัทธาแต่ส่วนมากของพวกเขาเป็นผู้ประพฤติชั่ว และทรยศฝ่าฝืน พวกเขา(ชาวคัมภีร์โดยเฉพาะชาวยิว) ไม่อาจยังความเสียหายใด ๆ แก่พวกเจ้าได้เลยนอกจากการก่อกวนเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และถ้าหากพวกเขารบพุ่งกับพวกเจ้าพวกเขาย่อมจะหันหลังหนีจากพวกเจ้า (เละพ่ายแพ้) อย่างแน่นอนหลังจากนั้นพวกเขาจะไม่ได้รับการช่วยเหลือ (จากผู้ใด)ทั้งสิ้นความอัปยศได้ถูกตีตราบนพวกเขาไม่ว่าพวกเขาจะถูกพบ ณ ที่ใดก็ตามนอกเสียจากว่าด้วยกับการสร้างสายสัมพันธ์กับอัลลอฮฺ(และปรับเปลี่ยนวิถีทางอันน่ารังเกียจของพวกเขา)และด้วยกับการสร้างสายสัมพันธ์กับประชาชนและพวกเขาได้หวนกลับไปประสบกับกวามกริ้วโกรธของอัลลอฮฺอีกครั้ง อีกทั้งความขัดสนได้ถูกตีตราลงบนพวกเขา"
ผู้หนีทัพ ดังปรากฎในซูเราะฮฺ (อัล- อัมฟาล โองการที่ ๑๖)
وَمَنْيُّوَلِّهِمْيَوْمَئِذٍدُبُرَهُإِلاَّمُتَحَرِّفًالِقِتَالٍاَومُتَحَيِّزًااِلَىفِئَةٍفَقَدْبَآءَبِغَضَبٍمِّنَاللَّهِ
ความว่า และผู้ใดก็ตามหันหลังหนีพวกเขา (ข้าศึก) ในช่วงเวลาดังกล่าวยกเว้นผู้ที่เป้าหมายของเขาคือการปลีกตัวออกไปจากสนามรบเพื่อการโจมตีอีกครั้งหรือด้วยเจตนาเพื่อการเข้าสมทบกับ(ทหารหาญมุญาฮิดีน)กลุ่มอื่น เขาย่อมประสบกับกวามกริ้วโกรธของอัลลอฮฺอย่างแน่นอน .
ผู้ทีเเลกเปลี่ยนความศรัทธาด้วยการปฏิเสธ (กุฟรฺ)ดังที่อัล-กุรอานกล่าวว่า
وَمَنْيَتَبَدَّلِالكُفْرَبِالاِْيْمَانِفَقَدْضَلَّسُوآءَالسَّبِيلِ
ความว่า "และผู้ใดที่รับเอาการปฏิเสธแทนการการศรัทธา เขาได้หลงทางออกไปจาก แนวทางอันเที่ยงตรงอย่างชัดแจ้ง (บะกอเราะฮฺ ๑๐๘)
ผู่ที่เป็นมิตรกับศัตรูของอัลลอฮฺ (ซบ.) ดังทีอัล-กุรอากล่าวว่า
تُسِرُّوْنَاِلَيْهِمْبِالمُوَدَّةِوَاَنَااَعْلَمُبِمَااَخْفَيْتُمْوَمَااَعْلَنْتُمْوَمَنْيَفْعَلْهْمِنْكُمْفَقَدْضَلَّسَوآَءالسَّبِيْل
ความว่า พวกเจ้าสร้างมิตรภาพกับพวกเขา(ศัตรูของอัลลอฮฺ) โดยลับ ๆในขณะที่ข้ารู้ว่าในสิ่งที่พวกเจ้าปิดบังซ่อนเร้นหรือเปิดเผยมากกว่าผู้ใดทั้งสิ้นและผู้ใดก็ตามในหมู่พวกเจ้ากระทำการดังกล่าวเขาได้หลงออกไปจากแนวทางอันเที่ยงตรงอย่างชัดแจ้ง (อัล-มุมตะหินะฮ J
๓. " ข้าได้ประทานความเลอเลิศแก่พวกเจ้าเหนือชาวโลกทั้งหลาย"(บะกอเราฮฺ ๔๗)
๔."และพวกเขาหวนกลับไปประสบกับ ความกริ้วโกรธของอัลลอฮฺ.อีกครั้ง" (บะกอเราะฮฺ๖๑)
๕" พวกเขาได้เปลี่ยนแปลงถ้อยคำ (ของอัลลอฮฺ) จากที่ของมัน" (อัล-นิซาอฺ ๔๖)
๖." และเนื่องจากการกินดอกเบี้ยของพวกเขา" ( อัล-นิซาอฺ ๑๖๑)
๗." ดังนั้นท่าน (หมายถึงท่านศาสดามูซา(อฺ)) กับพระผู้อภิบาลของท่าน จงไปกันตาม
ลำพังและสู้รบ (กับพวกเขา) เถิด ส่วนพวกเราจะนั่งอยู่ที่นี่ (อัล-มาอิดะฮฺ๒๔)
๘. อัล-กุรอานได้กล่าวไว้ในโองการที่ ๗๗ ซูเราะฮฺอัล-มาอิดะฮฺ ว่า
قُلْيَآاَهْلَالْكِتَابِلاَتَغْلُوْافِىدِيْنِكُمْغَيْرَالْحَقِّوَلاَتَتَّبِغُوْااَهْوَآئَقَوْمٍقَدْضَلُّوامِنْقَبْلَوَاَضَلُّوْاكَثِيْرًاوَضَلُّوْاعَنْسَوآءِالسَّبِيْلِ
ความว่า "จงกล่าวเถิด โอ้ ชาวคัมภีร์ทั้งหลาย จงอย่าเลยเถิดในศาสนาของพวกเจ้าและจงอย่าแสวงหาความเท็จและจงอย่าปฏิบัติตามอารมณ์ปรารถนาของกลุ่มชนทีได้หลงผิดมาก่อนหน้านี้อีกทั้งพวกเขาได้ทำให้คนจำนวนมากหลงผิด และ(ตนเอง)ได้หลงออกจากแนวทางที่ถูกต้องเที่ยงตรง
فَأَصْبَحَفىالمَديْنَةِخَآئِفًايَتَرَقَّبُفَأِذَالَّذِىاِسْتَنْصَرَهُبِالأَمْسِيَسْتَصْرِخُهُقَالَلَهُمُوسَىاِنَّكَلَغَوِىٌّمُّبِيْنٌ
๙. ความว่า "ครั้นต่อมาเขา (ท่านศาสดามูซา (อ.) ได้อยู่ในเมือง(อียิปต์)อย่างกลัวและรอคอยฟัง (ข่าว)อยู่ในทุกขณะทันใดนั้นชายคนหนึ่งที่รอความช่วยเหลือจากเขาเมื่อวันวานได้ร้องเรียกเขาให้มาช่วยเหลืออีก มูซากล่าวว่า แท้จริงเจ้าเป็น (คนพาล)และผู้หลงผิดอย่างชัดแจ้ง" (อัล-เกาะศ็อศ ๑๘)
๑๐. ตะวัลลาتَوَلَّىหมายถึงการให้ความรักต่อมวลมิตรของอัลลอฮฺ (ซบ.) ตะบัรฺรอتَبَرَّىหมายถึง
การมเป็นศัตรูกับเหล่าศัตรูของอัลลอฮฺ (ซบ.)จะเห็นได้ว่าประเด็นต่างๆที่เกี่ยวกับความศรัทธาในอิสลามได้ถูกรวบรวมไว้ในซูเราะฮฺฟาติหะ อันจำเริญนี้
๑๑. โองการ นี้ของซูเราะฮฺ ฟติหะได้ให้ความสำคัญและกล่าวเน้นถึงการอภัยและความเมตตาไว้เหนือความโกรธกริ้วและการลงโทษจะเห็นได้ว่าในเรื่องของความโปรดปรานนั้นอัล-กุรอานได้ใช้คำว่า (اَنْعَمْتَพระองค์ทรงประทานความโปรดปราน)ซึ่งเป็นประโยคที่ใช้กับบุรุษทีสองและกริยา"ประทานความโปรดปราน" ได้ถูกอ้างอิงไปยังอัลลอฮฺ (ซบ.)โดยตรงส่วนในกรณีของการลงโทษนั้น อัล-กุรอานไม่ได้กล่าวว่าغَضَبْتَหมายถึง"พระองค์ทรงกริ้วโกรธ" โดยใช้สรรพนามบุรุษที่สองแต่อย่างใด
ในโองการ ที่ ๗๙ ซูเราะฮฺ อัน-นิซาอฺ ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า
مَآاَصَابَكَمَنْحَسَنَةٍفَمِنَاللَّهِوَمَآبَكَمِنْسَيِّئَةٍفَمِنَنَفْسِكَ
ความว่า "ความดีงามใด ๆ ก็ตามที่ประสบแก่เจ้าล้วนมาจากอัลลอฮฺทั้งสิ้นส่วนความเลวร้ายใด ๆ ก็ตามที่ประสบแก่เจ้านั้นล้วนมาจากตัวเจ้าเอง"
๑๒. ซูเราะฮฺ อัล-มุมตะหินะฮฺ ๑๓