ArticleIDPicAddressSubjectDate
{ArticleID}
{Header}
{Subject}

{Comment}

 {StringDate}
 
 
 
 
 
 
 
ViewArticlePage
 
 
 
  • การเผยแผ่อิสลามในยัซริบ (มะดีนะฮฺ)  
  • Sendtofriend
  •  
  •  
  • การเผยแผ่อิสลามในยัซริบ (มะดีนะฮฺ)

    ในช่วงเทศกาลฮัจญฺมีชาวมะดีนะฮฺประมาณ ๖ คน พบกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และยอมรับอิสลามในเวลาต่อมา เนื่องจากการทะเลาะวิวาทและการนองเลือดของ ๒ เผ่า ได้แก่ อุเวซ และ คัซรัจญฺ และอีกด้านหนึ่งพวกยะฮูดีที่อาศัยอยู่รอบ ๆ มะดีนะฮฺคอยกลั่นแกล้ง และบีบบังคับอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ชาวมะดีนะฮฺคอยศาสนาบริสุทธิ์ เมื่อข่าวการเผยแผ่อิสลามไปถึงพวกเขาทำให้พวกเขาดีใจมาก และเมื่อมุสลิมใหม่ ๖ คน เดินทางกลับมะดีนะฮฺ ได้แจ้งข่าวแก่ชาวมะดีนะฮฺว่าท่านศาสดาจะเดินทางมายังเมืองของพวกเขา ให้ทุกคนเตรียมตัวต้อนรับท่านและอิสลาม

    ในปีต่อมาช่วงเทศกาลฮัจญฺอีกเช่นกัน มีผู้เข้ารับอิสลามใหม่อีก ๑๒ คน ท่านศาสดาได้ส่งสาวกของท่านคนหนึ่งร่วมทางกลับไปมะดีนะฮฺพร้อมกับพวกเขา เพื่อสอนอัล-กุรอาน และหลักการปฏิบัติแก่พวกเขา ปีต่อมาได้มีมุสลิมใหม่ ๑๒ คน ให้สัตยาบันกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ณ สถานที่แห่งหนึ่งนามว่า อุกบะฮฺ พวกเขาสัญญาว่าจะปกป้องท่านศาสดาเหมือนกับญาติพี่น้องคนหนึ่งของพวกเขา ต่อมามีมุสลิมทั้งผู้ชายและผู้หญิงอีก ๗๓ คน ให้สัตยาบันกับท่านศาสดา ณ สถานที่ดังกล่าว พวกเขาสัญญาว่าจะซื่อสัตย์ และปกป้องท่านศาสดาให้รอดพ้นภยันตรายจากศัตรูตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ สถานการณ์ได้เชิญชวนให้ท่านศาสดาต้องอพยพไปยังมะดีนะฮฺ ซึ่งอันดับแรกท่านอนุญาตให้สาวกของท่านเดินทางล่วงหน้าไปก่อน

    ขึ้นมิอฺรอจญฺ

    ก่อนที่ท่านจะอพยพไปยังมะดีนะฮฺประมาณ ๑๓ ปีหลังการแต่งตั้ง ราวเดือน เราะบีอุลเอาวัล มีเหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นในชีวิตของท่านศาสดา เป็นเหตุการณ์ที่พ้นญาณวิสัยของบุคคลทั่วไป และยากที่คนธรรมจะรับได้ ณ ที่นี้ขอกล่าวถึงเหตุการณ์นั้นโดยสรุปดังนี้

    ประมาณปีที่ ๑๐ ของการแต่งตั้ง การขึ้นมิอฺรอจญฺของท่านศาสดาได้เกิดขึ้น เป็นการเดินทางไปตามพระบัญชาของพระเจ้า ร่วมไปกับญิบรออีลผู้นำสาส์นของพระองค์ โดยมีบุร็อกเป็นพาหนะ ท่านศาสดาเริ่มต้นการเดินทางที่บ้านของ อุมมิฮานี น้องสาวของท่านอิมามอะลี (อ.) ไปยังมัสญิด อัลอักซอ หรือ บัยตุลมุก็อดดิซ ท่านได้เยี่ยมบ้านท่านศาสดาอีซา (อ.) บัยตุลละฮฺมิ ซึ่งเคยเป็นที่อยู่อาศัยของศาสดาก่อนหน้านั้นหลายท่าน หลังจากนั้นได้เริ่มเดินทางสู่ฟากฟ้า ท่านศาสดาเห็นสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายของชาวฟ้า เห็นสวรรค์ นรก ท่านเห็นความเร้นลับของสรรพสิ่งที่มีอยู่ โลกแห่งการสร้างสรรค์ และงานต่าง ๆ ที่บ่งบอกถึงอำนาจและความสามารถที่ไร้ที่สิ้นสุดของพระผู้เป็นเจ้า ท่านเดินทางไปจนถึง ซิดเราะตุลมุนตะฮา ณ ที่นั้นท่านเห็นความเบิกบาน ความสูงส่ง และความยิ่งใหญ่ หลังจากนั้น ท่านเดินทางกลับตามเส้นทางที่มา ยังมักกะฮฺ และก่อนที่แสงอรุณจะจับขอบฟ้า ท่านได้กลับมายังบ้านของอุมมิฮานียฺ ชีอะฮฺเชื่อโดยหลักการว่า การเดินทางดังกล่าว เป็นการเดินทางด้วยร่างกาย มิใช่จิตวิญญาณ

    อัล-กุรอาน บทอัล อิซรอ โองการแรกอธิบายถึงการเดินทางครั้งนี้ว่า มหาบริสุทธิ์ผู้ทรงนำบ่าวของพระองค์เดินทางในเวลากลางคืน จากมัสยิดอัลหะรอมไปยังมัสยิดอัลอักซอ ซึ่งบริเวณรอบนั้นเราได้ให้ความจำเริญ เพื่อเราจะให้เขาเห็นบางอย่างจากสัญญาณต่าง ๆ ของเราแท้จริง พระองค์คือผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงเห็น

    ในค่ำของมิอฺรอจญฺนั้นเอง ที่พระเจ้าทรงมีพระบัญชาให้ประชาชาติของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ดำรงนมาซวันละ ๕ เวลา เป็นการนมัสการพระผู้เป็นเจ้า ซึ่งรายงานหนึ่งของท่านศาสดา กล่าวว่า นมาซคือมิอฺรอจญฺของบรรดาผู้ศรัทธา

    การเดินทางไปยังฏออิฟ

    เมื่อประมาณปีที่ ๑๑ หลังการแต่งตั้ง ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เดินทางไปยังฏออิฟ เพื่อหลีกเลี่ยงการกลั่นแกล้งของชาวมักกะฮฺ ความอคติ และอื่น ๆ ที่พวกเขามีต่อท่านศาสดา อีกประการหนึ่งท่านต้องการเปลี่ยนบรรยากาศให้เป็นไปในอีกลักษณะหนึ่ง ท่านจึงเลือกเมืองฏออิฟ และได้เดินทางไปที่นั้นเพื่อพบกับบรรดาหัวหน้าเผ่าต่าง ๆ เพื่อความสะดวกในการเผยแผ่อิสลาม ทว่าประชาชนที่ฏออิฟเป็นคนดื้อรั้น ไม่ยอมฟังคำเทศนาของท่านศาสดา อีกทั้งยังต้องการกลั่นแกล้ง และขับไล่ท่านอีกต่างหาก ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ต้องค้างแรมอยู่ที่ นัคละฮฺ เป็นสถานที่หนึ่งซึ่งอยู่ระหว่างเมืองฏออิฟกับมักกะฮฺ และเนื่องจากว่าประชาชนชาวมักกะฮฺมีอคติอย่างรุนแรงกับท่านศาสดา ดังนั้น ก่อนที่ท่านจะกลับมายังมักกะฮฺอีกครั้ง ท่านจึงส่งม้าเร็วนามว่า มุฏอิม บุตรของ อะดีย์ มาสืบความเคลื่อนไหวก่อน เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง ซึ่งต่อมาบุตรของอะดีย์ ได้กลายเป็นผู้ปกป้องชีวิตของท่านศาสดา ซึ่งท่านได้ขอดุอาอฺและกล่าวเสมอถึงความดีงามและความรักของอะดีย์ที่มีต่อท่าน

    การอพยพสู่มะดีนะฮฺ

    บรรดามุสลิมได้รับอนุญาตจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ให้อพยพสู่มะดีนะฮฺ ส่วนที่เหลืออยู่ในมักกะฮฺซนอกจากท่านศาสดา ท่านอะลี และอีกไม่กี่คนที่กำลังป่วย หรือถูกจองจำอยู่ในคุกของบรรดาพวกตั้งภาคี เมื่อบรรดาผู้ปฏิเสธทราบข่าวการอพยพของท่านศาสดาและบรรดามุสลิม ได้ประชุมปรึกษาหารือกัน และตกลงกันว่าให้แต่ละเผ่าส่งตัวแทนของตนออกมา ซึ่งรวมกันทั้งหมดประมาณ ๔๐ คน และในค่ำที่ศาสดาจะอพยพให้จู่โจมเข้าทำร้ายและสังหารเสีย เท่ากับว่าการสังหารศาสดาครั้งนี้ทุกเผ่ามีส่วนร่วม บนีฮาชิมจะได้ล้างแค้นใครไม่ได้ ในที่สุดเลือดของศาสดาจะได้สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

    ทว่ามะลาอิกะฮฺได้แจ้งข่าวแผนการอันชั่วร้ายของพวกเขาแก่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ในคืนนั้นเองบรรดาพวกปฏิเสธต้องการปฏิบัติตามแผนการที่วางไว้ เมื่อจู่โจมเข้าไปหมายสังหารท่านศาสดา แต่ปรากฏว่าบุคคลที่นอนแทนที่ศาสดาอยู่บนเดียงของท่านคือ อะลี ท่านศาสดาได้หลบออกจากบ้านไปตั้งแต่ตอนหัวค่ำ ตอนแรกท่านหลบภัยอยู่ที่ถ้ำซูร (อยู่ทางตอนใต้ของมักกะฮฺ) และจากที่นั้นท่านเดินทางสู่ยัซริบพร้อมกับอบูบักรฺ ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นมะดีนะฮฺ

    เมื่อเข้าสู่มะดีนะฮฺ

    ท่านศาสดาพร้อมกับผู้ร่วมทางถึงมะดีนะฮฺ ในวันจันทร์ที่ ๑๒ เดือน เราะบิอุลเอาวัล ที่แรกที่ท่านไปคือมัสญิดกุบาอฺ ซึ่งห่างจากตัวเมืองมะดีนะฮฺประมาณ ๙ กิโลเมตร ท่านศาสดาอยู่ที่มัสญิดกุบาอฺจนถึงสุดสัปดาห์ กระทั่งอะลีพร้อมกับผู้ร่วมทางคนอื่น ๆ เดินทางมาสมทบ ปัจจุบันมัสญิดกุบาอฺจึงเป็นสถานที่แห่งความทรงจำประวัติศาสตร์ครั้งยิ่งใหญ่ของวันนั้น

    หลังจากการอพยพของท่านศาสดา อะลีคือผู้รับผิดชอบของฝากของประชาชนที่นำมาฝากกับท่านศาสดาก่อนหน้านั้น ท่านได้ส่งคืนเจ้าของจนหมดสิ้น หลังจากนั้นจึงเดินทางสู่มะดีนะฮฺพร้อมกับสตรีแห่งบนีฮาชิม เช่น ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺบุตรีของท่านศาสดา ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ บุตรีของอะซัดมารดาท่านอะลี และมุสลิมคนอื่นที่ยังคงเหลืออยู่ อะลีและเพื่อนร่วมทางได้ออกเดินทางด้วยความยากลำบาก และอันตรายอย่างยิ่ง

    หลังจาก ๓ วัน ผ่านไปท่านอะลีก็มาถึงมะดีนะฮฺ ด้วยสภาพที่อิดโรย ฝ่าเท้าแตกจนเลือดไหลและระบมไปทั้งฝ่าเท้า อะลีได้รับความเอ็นดูพิเศษจากท่านศาสดา ส่วนประชาชนชาวมะดีนะฮฺ ต่างแสดงความดีใจกันอย่างออกหน้าออกตา หลังจากที่รอคอยท่านศาสดานานถึง ๓ ปี

    การให้ความสำคัญต่อการอพยพ

    เมื่อท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กับบรรดามุสลิมมาถึงมะดีนะฮฺ ประหนึ่งว่าเป็นการเริ่มต้นชีวิตใหม่ของท่าน และอิสลาม เหมือนกับบุคคลที่ถูกคุมขังอยู่ในที่คับแคบ และบัดนี้ได้ออกมาสู่สถานที่ที่กว้างและไม่อึดอัด ไม่ใช่เรื่องแปลก การที่บอกว่า การอพยพในอิสลามเพื่อขยายศาสนาของพระเจ้าให้เติบโต ประหนึ่งการทำสงครามศาสนา

    การอพยพ หมายถึง การย้ายถิ่นฐานโดยนำพาคนรู้จัก คนรัก และคนรู้ใจร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อไปตั้งถิ่นฐานใหม่ หรือการเดินทางออกจากความโง่เขลาไปสู่ความรู้ หรือการเดินทางออกจากความสกปรกโสมม ไปสู่ความสะอาด อย่างนี้ก็เรียกเป็นการอพยพเช่นกัน การอพยพของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และบรรดามุสลิมจากนครมักกะฮฺ (สังคมที่เต็มไปด้วยความสกปรก) ไปยังเมืองมะดีนะฮฺ (เมืองแห่งความเงียบสงบและร่มรื่น) สังคมอิสลามได้เริ่มต้นก่อร่างสร้างตนที่นี่เป็นครั้งแรก ชัยชนะในการประกาศเผยแผ่ ตลอดจนการขยายอาณาจักรอิสลามได้เริ่มต้นที่นี่ ฉะนั้น จะเห็นว่าสิ่งใหม่ ๆ ที่อิสลามได้รับมาล้วนเป็นผลที่เกิดจากการอพยพของท่านศาสดาทั้งสิ้น หลังจากนั้นในช่วงเคาะลิฟะฮฺที่สองอิมามอะลี (อ.) เสนอให้ปีแห่งการฮิจเราะฮฺ เป็นปีเริ่มต้นศักราชใหม่ของอิสลาม

    ก้าวแรกแห่งการก่อตั้งอิสลาม

    เมื่อท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เห็นการต้อนรับอย่างอุ่นหนาฝาคลั่ง ด้วยความดีใจ และรอยยิ้มแห่งมิตรภาพ ทำให้ท่านมีความปิติยินดี ภารกิจแรกที่ท่านกระทำคือ การสร้างมัสญิดเพื่อเป็นศูนย์กลางสำหรับมุสลิม เนื่องจากมิได้เป็นสถานประกอบศาสนกิจสำหรับมุสลิมอย่างเดียว แต่เป็นสถานที่สอนหนังสือ และพิพากษาคดี

    มัสญิดในอดีตคือ ศูนย์กลางของการเรียนการสอน และอบรม และเป็นศูนย์กลางของมุสลิมทุกเผ่า บรรดานักกวีได้อ่านบทกวีของตนในมัสญิด บรรดามุสลิมร่วมปรึกษาหารือปัญหากันในมัสญิดร่วมกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ท่านกับบรรดามุสลิมร่วมกันก่อสร้างมัสญิดด้วยความรัก ระคนกับความดีใจ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) แบกหินด้วยตัวของท่านเอง เหมือนกับคนอื่น ๆ และมัสญิดหลังนั้นก็คือมัสญิด อันนบีที่ยิ่งใหญ่ในปัจจุบัน รองจากมัสญิด อัลฮะรอม ซึ่งถือว่าเป็นอันดับสองของโลก

    ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) สร้างความสมานฉันท์ระหว่างเผ่าเอาซ์ กับเผ่าค็อซรัจที่ทะเลาะวิวาทกันมานานแรมปี ระหว่างพวกมุฮาญิรอนกับประชาชนชาวมะดีนะฮฺ ซึ่งออกมาต้อนรับท่านศาสดา หรือรู้จักกันในนามของอันซอร ท่านได้อ่านอักดฺแสดงความเป็นพี่น้องระหว่างพวกเขา เตาฮีด อิสลาม ความเชื่อ และความเป็นพี่น้องได้แทนที่ความเป็นเผ่าพันธุ์ ถ้อยแถลงที่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ประกาศออกไป ในความเป็นจริงก็คือ กฎหมายอิสลาม สังคมอิสลามได้เริ่มต้นที่มะดีนะฮฺ ท่านศาสดาได้ประกาศให้ทุกคนทราบว่า ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายอิสลามเหมือนกัน ยะฮูดียฺที่อาศัยอยู่ภายในและภายนอก อาณาจักรอิสลามต่างได้รับความปลอดภัยกันถ้วนหน้า สรุปได้ว่า ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)ได้ทำให้ ประชาชนที่เคยมีอคติกันอย่างรุนแรง ไม่เคยรู้จักสังคมและกฎหมาย อยู่ท่ามกลางความหลงทาง บัดนี้ได้กลายเป็นสังคมที่มีความสมัครสมานสามัคคี มีความเป็นพี่น้องกัน เจริญก้าวหน้า และมีความเสียสละ อิสลามในมะดีนะฮฺได้ค่อย ๆ เติบโตจนกระทั้งอย่างเข้าปีที่ ๒ หลังจากอพยพ เมื่อศัตรูบุกโจมตีสามารถจัดทัพรบกับศัตรูได้อย่างเข็มแข็ง

    สงครามต่าง ๆ

    ศัตรูตัวฉกาจของอิสลามคือ บรรดาผู้ปฏิเสธชาวมักกะฮฺ ซึ่งเป็นไปได้ที่สังคมใหม่ เฉกเช่นอิสลามสามารถพ่ายแพ้อย่างง่ายดาย บรรดาศัตรูจึงเหิมเกริมยกทัพมาบุกหมายกำจัดอิสลามให้สิ้นซากในทันใด ท่านศาสดาออกคำสั่งให้บรรดามุสลิมเตรียมพร้อมรับมือศัตรู

    ด้วยเหตุนี้ เมื่ออิสลามเริ่มต้นศักราชใหม่ ก็ต้องเผชิญหน้ากับสงครามทันที และ ณ ที่นี้จะกล่าวเฉพาะสงครามที่มีความสำคัญเท่านั้น แต่ก่อนอื่นจะกล่าวถึงประเด็นสำคัญที่ควรทราบก่อนคือ สงครามที่ท่านศาสดาเข้าร่วมเรียกว่า ฆุซวะฮฺ ส่วนสงครามอื่น ๆ ที่เกิดในสมัยของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เรียกว่า ซะรียะฮฺ

    สงครามบัดรฺ(หรือบดัร)

    ปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ ๒ สงครามบัดรฺ ได้เริ่มต้นขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในสงครามที่มีความแตกต่างกันมาก ด้านกองกำลังฝ่ายศัตรูมีกำลังทหารมากถึง ๙๕๐ นาย ส่วนฝ่ายมุสลิมมีเพียง ๓๑๓ นายเท่านั้น ทหารฝ่ายมุสลิมได้รบด้วยพลังศรัทธา และเปี่ยมล้นไปด้วยความเสียสละ ในระยะเวลาอันสั้นพวกเขาสามารถเอาชนะทหารฝ่ายศัตรูได้ ในสงครามครั้งนี้ฝ่ายมุสลิมสามารถสังหารทหารฝ่ายศัตรูได้ ๗๐ คน ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นคือ ศัตรูตัวฉกาจของอิสลาม อบูญะฮัล ถูกฆ่าตายในสงครามนี้ด้วย และจับทหารฝ่ายศัตรูเป็นเชลยอีก ๗๐ คน พวกเขาได้ละทิ้งทรัพย์สงครามไว้เป็นจำนวนมาก ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นใบเบิกทางให้กับอิสลาม

    การเปลี่ยนกิบละฮฺ

    ในปีนั้นเองพระเจ้าทรงมีบัญชาให้บรรดามุสลิม เปลี่ยนทิศนมาซจากบัยตุลมุก็อดดัซ ไปสู่บัยตุลลอฮฺหรืออัล กะอฺบะฮฺ สาเหตุของการเปลี่ยนกิบละฮฺในครั้งนี้ เนื่องจากพวกยิวได้เย้ยหยันอิสลามว่า จะเป็นศาสนาที่สมบูรณ์ได้อย่างไร ในเมื่อกิบละฮฺยังไม่มีเป็นของตนเอง พวกเขาเชื่อว่าอิสลามไม่มีวันเป็นสากลได้อย่างเด็ดขาด มัสญิดกิบละตัยนฺ ที่มะดีนะฮฺคือ สัญลักษณ์สำหรับเหตุการณ์ดังกล่าว

    สงครามอุฮุด

    หลังจากสงครามบัดรฺ ๑ ปีผ่านไป ทหารฝ่ายศัตรูได้เตรียมกำลังมากกว่าสงครามครั้งที่แล้วถึง ๓ เท่า เคลื่อนทัพมายังมะดีนะฮฺ เพื่อล้างแค้นต่อความพ่ายแพ้ในสงครามครั้งที่แล้ว ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ปรึกษาหารือกับบรรดาสาวก และได้บทสรุปว่าพวกเราจะตั้งแนวรบอยู่บริเวณรอบ ๆ เขาอุฮุด ในระยะแรกทหารฝ่ายมุสลิม ซึ่งมีจำนวนน้อยกว่ามากได้สู้รบด้วยพลังศรัทธา และดูเหมือนว่าจะมีชัยเหนือศัตรู แต่เนื่องจากว่าพวกเขาไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ทหารฝ่ายอารักขาด้านหลัง ถอนกำลังออกจากที่ตั้งมั่นเพราะมีความละโมบ และพากันกรูลงมาแก่งแย่งทรัพย์สินที่ทหารฝ่ายศัตรูได้ละทิ้งไว้ ความพ่ายแพ้ย้อนมาสู่ทหารฝ่ายอิสลามทันที ฮัมซะฮฺ ลุงสุดที่รักยิ่งของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ชะฮีดในสงครามนี้ แต่เนื่องด้วยความเสียสละอย่างสูงของท่านอะลี ที่ปกป้องอิสลามและชีวิตของท่านศาสดาด้วยชีวิตของท่าน ประกอบกับท่านศาสดาเปลี่ยนวิธีรบใหม่ ทำให้สามารถขับไล่ทหารฝ่ายศัตรูถอยร่นออกจากเขตเมืองมะดีนะฮฺไปได้ และมุสลิมเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะ แต่เป็นชัยชนะที่บอบช้ำมากที่สุด

    สงครามคอนดัก หรือสงครมอะฮฺซาบ

    พวกยิวกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่บริเวณรอบ ๆ มะดีนะฮฺ จากเผ่าของ บนี นะฎีร ได้เข้าพบกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ในตอนแรกได้สัญญาเป็นมิตร และร่วมมือกัน แต่พวกยิวมีนิสัยอยู่อย่างหนึ่งอันเป็นนิสัยดั้งเดิมของพวกเขาคือ การหักหลัง บิดพลิ้ว ทรยศ และเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก พวกเขาเป็นฝ่ายทรยศท่านศาสดาก่อน และสร้างความเสื่อมเสียให้อิสลามมาโดยตลอด ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นผู้มีความปรานี และเป็นเมตตาธรรมต่อประชาชาติทั้งหลาย แต่ท่านไม่สามารถอดทนต่อความหน้าไหว้หลังหลอกของพวกยิวได้ ท่านไม่ให้อภัยและได้คาดโทษพวกเขา

    เผ่าบนี นะฎีร เมื่อเห็นว่าแผนการของตนล้มเหลว จึงหันไปร่วมมือกับพวกตั้งภาคีเทียบเทียมพระเจ้าแห่งมักกะฮฺ ซึ่งมีอยู่หลายเผ่าด้วยกัน และในปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ ๕ กองทัพขนาดใหญ่ที่มีทหารนักรบถึง ๑๐,๐๐๐ นาย มีอบูซุฟยานเป็นแม่ทัพ เคลื่อนทัพจากมักกะฮฺโจมตีมะดีนะฮฺ โดยมีเป้าหมายเพื่อขุดรากถอนโคนอิสลาม ช่วงนั้นเป็นช่วงเวลาทดสอบและเสียสละ บรรดามุสลิมร่วมปรึกษาหารือกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และซัลมาน อัลฟารซีย์ ได้เสนอให้ขุดสนามเพลาะรอบ ๆ เมืองมะดีนะฮฺ เพื่อดักข้าศึกไม่ให้ประชิดตัวเมืองได้รวดเร็ว ท่านศาสดายอมรับข้อเสนอ จึงสั่งให้มีการขุดสนามเพลาะ เมื่อกองทัพของอบูาซุฟยานเคลื่อนทัพมาประชิดเมืองมะดีนะฮฺ ก็เผชิญกับสนามเพลาะขนาดใหญ่ พวกยิวเผ่า บนีฟะรีเซาะฮฺ ก็เหมือนกับยิวเผ่าอื่นที่ได้ร่วมมือกันทรยศท่านศาสดา ต้องเผชิญอุปสรรคปัญหาความยากลำบากอย่างรุนแรง

    ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ใชั ยุทธ์วิธีรบแบบใหม่ทำให้ศัตรูไม่สามารถประชิดเมืองได้ ต้องตั้งแนวรบอยู่นอกเขตเมือง อุมัร บุตรของอับดูนวุด เป็นนักรบที่ร้ายที่สุดของมักกะฮฺที่ไม่มีใครเหมือน ถูกอะลีสังหาร ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวถึงการฟันของอะลีในวันนั้นว่า เป็นการฟันที่ประเสริฐ และดีกว่าอิบาดะฮฺของมนุษย์และญิน ในที่สุดความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า การถอดใจสู้ของพวกยิว และพายุทะเลทรายที่โหมกระหน่ำ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นสาเหตุทำให้ทหารฝ่ายมุสลิมได้รับชัยชนะอีกครั้ง ทหารฝ่ายศัตรูได้แตกกระเจิงและหนีทัพกลับไปยังมักกะฮฺ

    ฮิจเราะฮฺศักราชที่ ๖ สัญญาสงบศึกฮุดัยบียะฮฺ

    ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการประกาศศาสนาที่มะดีนะฮฺ และโชดดีมาโดยตลอด ขณะที่บรรดามุสลิมกำลังบำเพ็ญฮัจญฺ ณ มัสญิดอัล ฮะรอม มีประกาศมายังพวกเขาว่าให้เตรียมตัวปฏิบัติอุมเราะฮฺ ในเดือนซุลเกาะอฺดะฮฺ ทั้งหมดเตรียมพร้อมและกองคาราวานได้เริ่มเคลื่อนขบวน

    เนื่องจากการเดินทางครั้งนี้อยู่ในช่วงเดือนฮะรอม บรรดามุสลิมจึงมิได้พกพาอาวุธอย่างอื่นไปนอกจากดาบที่คนเดินทางทั่วไปต้องพกพาเป็นอาวุธป้องกันตัว อีกด้านหนึ่งต้องเผชิญหน้ากับพวกกุเรช ซึ่งเป็นไปได้ว่าอาจต้องมีการนองเลือดกัน การเดินทางครั้งนี้ท่านศาสดาได้ทำสัญญาสงบศึกกับพวกกุเรช ซึ่งรู้จักกันในนามของสัญญาฮุดัยบียะฮฺ ตามข้อตกลงระบุว่าปีนี้ ให้ท่านศาสดาและบรรดามุสลิมยกเลิกการทำอุมเราะฮฺไปก่อน โดยกำหนดให้มาทำในปีต่อไป สัญญาฉบับดังกล่าวสร้างความพอใจแก่มุสลิมทั่วไป เนื่องจากในสัญญาตกลงกันว่าภายในอีก ๑๐ ปีข้างหน้า ทั้งสองฝ่ายต้องยุติสงครามลงอย่างสิ้นเชิง และให้มีการไปมาหาสู่กันอย่างเสรี สัญญาในครั้งนี้นับเป็นชัยชนะอย่างสูงของอิสลาม เนื่องท่านด้านหนึ่งท่านศาสดาไม่ต้องคอยระวังเรื่องการนองเลือดและการรบราฆ่าฟันกันอีกต่อไป สามารถเผยแผ่ได้อย่างเต็มที่ และเป็นโอกาสเหมาะสำหรับการเชิญชวนให้บรรดาเหล่าผู้นำประเทศต่าง ๆ เข้ารับอิสลาม

    จดหมายเชิญชวนของท่านศาสดาที่ส่งให้กษัตริย์ต่าง ๆ

    ดังเป็นที่ประจักษ์ชัดจากอัล-กุรอานว่า ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาสากลและเป็นศาสนาสุดท้าย ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เป็นบรมศาสดาและเป็นศาสดาท่านสุดท้าย ที่พระเจ้าทรงประทานลงมาสั่งสอนมนุษยชาติ ด้วยเหตุนี้หน้าที่ของท่านศาสดามุฮัมมัดจึงมีมากกว่าศาสดาท่านอื่น ท่านจึงได้ส่งสาส์นไปยังกษัตริย์ต่าง ๆ ให้เข้ารับอิสลาม เช่น โคซโร พัรวีซ มหาราชอิหร่าน ฮัรกิล มหาจักรพรรดิแห่งโรม มักกูซกิซ ผู้บัญชาการแห่งอิยิปต์ และคนอื่น ๆ อีก

    สาส์นของท่านศาสดาปัจจุบันยังคงมีอยู่ เป็นสาส์นที่เขียนโดยมีโวหารสั้น แต่เปี่ยมไปด้วยความหมายและสาระ ท่านได้มอบให้เจ้าหน้าที่ ๆ มีความศรัทธามั่นคงเป็นผู้นำสาส์นไปส่งให้กษัตริย์เหล่านั้น สาส์นของท่านได้เชิญชวนพวกเขาเข้ารับอิสลาม มาสู่ถ้อยคำที่มีความเสมอภาค ถ้าปฏิเสธให้คอยระวังการลงโทษจากพระผู้เป็นเจ้า สาส์นดังกล่าวกลายเป็นปฐมบทของการเติบโตของอิสลาม

    สงครามค็อยบัร

    สงครามค็อยบัร หรือที่ถูกควรเรียกว่า วาดียฺค็อยบัร เกิดขึ้นบนสถานที่นามว่า ฮาซิลคีซียฺ อยู่ทางตอนเหนือของมะดีนะฮฺ ห่างจากเมืองมะดีนะฮฺประมาณ ๓๒ ฟัรซัค เป็นเขตพื้นที่สำคัญของพวกยิว ซึ่งพวกเขาสร้างความรำคาญและรบกวนอิสลามตลอดเวลา

    ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ตัดสินใจว่าต้องปราบปรามพวกยิว ที่ชอบแสดงตนเป็นพวกหน้าไหว้หลังหลอก และจำกัดขอบเขตให้อยู่ในพื้นที่ ท่านจึงสั่งให้บรรดามุสลิมเตรียมตัวเคลื่อนพลไปยังดิยาร เพื่อทำสงครามค็อยบัร หลังจากที่ได้ยืนหยัดต่อสู้อยู่นาน ในที่สุดประตูแห่งค็อยบัรก็ถูกเปิดออก หลังจากนั้นพวกยิวที่อาศัยอยู่แถบ เกาะรียะฮฺ หรือฟะดัก ซึ่งห่างจากมะดีนะฮฺประมาณ ๑๔๐ กิโลเมตร ได้ยอมจำนนต่อท่านศาสดาโดยไม่ต้องทำสงคราม และยอมรับการเป็นผู้นำของท่าน ตามหลักการอิสลามแล้วเขตพื้นที่ใดยอมจำนนต่ออิสลาม โดยไม่มีสงคราม และไม่มีการนองเลือด เขตพื้นที่นั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของท่านศาสดาแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น เมื่อพวกยิวมอบฟะดักให้แก่ท่านศาสดา ท่านจึงมอบต่อให้ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺบุตรีสุดที่รักของท่าน แต่น่าเสียดายว่าฟะดักถูกยึดไปโดยเคาะลิฟะฮฺอบูบักร์ จนถึงยุคสมัยของ อุมัร บุตรของอับดุลอะซีซ เขาตัดสินใจคืนฟะดักให้กับครอบครัวของท่านศาสดา ซึ่งประเด็นปัญหานี้ศึกษาได้จากประวัติท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ และหนังสือประวัติศาสตร์ทั่ว ๆ ไป