ArticleIDPicAddressSubjectDate
{ArticleID}
{Header}
{Subject}

{Comment}

 {StringDate}
 
 
 
 
 
 
 
ViewArticlePage
 
 
 
  • ศาสนบัญญัติ  
  • 2553-02-20 6:58:49  
  • CountVisit : 391  
  • Sendtofriend
  •  
  •  
  • บทที่หนึ่ง การรู้จักบทบัญญัติ (อะฮฺกาม)

    คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่ความเพียรพยายามที่จะทำดำเนินชีวิตของตนไปตามบทบัญญัติที่ศาสนาอิสลามได้กำหนดไว้ และปฏิบัติตนตามหลักการเหล่านั้นอย่างถูกต้อง ซึ่งบทบัญญัติด้งกล่าวได้แก่

    1. หลักความเชื่อหรือหลักอุซุลุดดีน หมายถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความเชื่อศรัทธา ที่มุสลิมจะต้องยอมรับด้วยเหตุและผลอันเป็นพื้นฐานสำคัญแห่งอิสลาม แม้ว่าบางครั้งจะเป็นเหตุผลง่ายๆ และมองดูว่าธรรมดาก็ตาม ด้วยเหตุนี้เอง ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหลักการศรัทธาจึงไม่อาจปฏิบัติผู้อื่นได้หรือคล้อยตามความเชื่อของบุคคลอื่น    (ตักลีด)

    2. หลักการปฏิบัติหรือหลักฟุรูอุดดีน หมายถึงหลักศาสนบัญญัติต่าง ๆ ที่มุสลิมทุกคนต้องนำมาปฏิบัติหรือละเว้นการกระทำ ซึ่งถูกเรียกว่า อะฮฺกาม  และสำหรับบุคคลที่ไม่ได้เป็นมุจญ์ตะฮิด (ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์อิสลาม) ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของมุจญ์ตะฮิดขั้นสูงสุด

    3. จริยธรรมศาสตร์ (อัคลาก) หมายถึงการปฏิบัติตัวเองให้สอดคล้องกับหลักการศาสนา (ชะริอะฮฺ) ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการอบรมจิตใจ หรือการขัดเกลาและยกระดับจิตใจของตนให้สูงส่ง การพัฒนาจิตด้านในให้ไปสู่คุณสมบัติที่สูงส่งคู่ควรแก่การเป็นมนุษย์ หรือมีคุณสมบัติสมบูรณ์ต่อการเป็นมนุษย์

    ประเด็นเกี่ยวกับจริยธรรมนั้น บางครั้งเป็นจริยธรรมด้านการปฏิบัติตน แบบอย่างและวิถีการดำเนินชีวิตของเหล่าบรรดาอิมามผู้นำผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย

    บางครั้งเป็นเพียงทัศนะคติหรือวิสัยทัศน์หรือหลักการเท่านั้น ซึ่งสามารถรู้จักได้โดยอาศัยรายงาน (ริวายะฮฺ) จากบรรดาอิมามผู้นำผู้บริสุทธิ์ทั้งหลาย

    สิ่งจำเป็นต้องพิจารณาคือ บทบัญญัติของอิสลามนั้นแบ่งออกเป็น 2 ส่วน กล่าวคือ

    1. บทบัญญัติอันเป็นหน้าที่

    หมายถึงบทบัญญัติที่กำหนดบทบาทหรือระบุหน้าที่ความประพฤติของมนุษย์ว่าจะต้องกระทำอย่างไร เช่น บังคับให้ปฏิบัติ (วาญิบ) หรือบังคับให้ละเว้น (ฮะรอม) หรือสมัครใจ (มุซตะฮับ) หรือน่ารังเกลียด (มักรูฮฺ) หรือไม่แตกต่างกัน (มุบาฮฺ)

    2. บทบัญญัติอันเป็นข้อกำหนด

    บางครั้งพระผู้เป็นเจ้าทรงกำหนดบทบัญญัติหรือเงื่อนไขที่นอกเหนือไปจากหลักปฏิบัติ 5 ประการข้างต้นขึ้นมาสำหรับมนุษย์ เช่น

    ทรงกำหนดสิ่งวาญิบ

    ภารกิจที่จำเป็นต้องปฏิบัติ หากฝ่าฝืนหรือละเว้นต้องได้รับการลงโทษจากพระเจ้า เช่น นมาซ หรือการถือศีลอดเป็นต้น

    ทรงกำหนดสิ่งเป็นมุซตะฮับ

    ภารกิจที่ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติ แต่ถ้าปฏิบัติจะได้รับรางวัลพิเศษหรือได้รับผลบุญมากมาย ส่วนการละเว้นไม่มีโทษทัณฑ์แต่อย่างใด เช่น นมาซมุซตะฮับทั้งหลาย

    ทรงกำหนดสิ่งที่เป็นมักรูฮฺ

    ภารกิจที่ละเว้นไม่ปฏิบัติเป็นการดีกว่าสำหรับมนุษย์และมีผลบุญ ส่วนการปฏิบัติสิ่งนั้นไม่มีโทษทัณฑ์แต่อย่างใด เช่น การนมาซมุซตะฮับขณะที่เหน็ดเหนื่อย

    ทรงกำหนดสิ่งที่เป็นมุบาฮฺ

    ภารกิจที่จะกระทำหรือไม่กระทำไม่มีความแตกต่างกัน หมายถึงไม่มีการลงโทษหรือได้รับผลบุญแต่อย่างใดหากได้ปฏิบัติ ซึ่งประกอบไปด้วยภารกิจจำนวนมากมายในชีวิตประจำวันของมนุษย์ เช่น การดื่มน้ำ หรือการรับประทานอาหารเป็นต้น

    มนุษย์สามารถปฏิบัติตามบทบัญญัติของศาสนาได้ 3 วิธี อันได้แก่

    • การวินิจฉัย (อิจติฮาด) ด้วยตนเอง

    • การระมัดระวังในเรื่องการปฏิบัติ  (อิฮฺติยาฏ)

    • การปฏิบัติตาม (ตักลีด)

    1. การวินิจฉัย (อิจติฮาด)

    ฮิจญฺติฮาด ( اجتهاد) ตามหลักภาษาหมายถึง การเพียรพยายาม ความเหนื่อยยาก ลำบาก   แต่ตามหลักศาสนบัญญัติหมายถึง  การนำเอากฎเกณฑ์ทางศาสนบัญญัติมาวิเคราะห์เพื่อวินิจฉัยความออกมาบนพื้นฐานของความรู้ ความสามารถ และความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ดังนั้น บุคคลที่มีคุณสมบัติตามที่กล่าวมาเรียกว่า มุจญ์ตะฮิด(ผู้วินิจฉัยบทบัญญัติอิสลาม)

    หลักการ อิจติฮาด หมายถึงการนำเอากฎเกณฑ์ทางศาสนบัญญัติมาวิเคราะห์ เพื่อวินิจฉัยความออกมาโดยความรู้ ความสามารถและความเข้าใจจากพื้นฐานอันเป็นแหล่งที่มาของการวินิจฉัยทั้ง ๔ ได้แก่ อัลกรุอาน ซุนนะฮ (ฮะดีซหรือแบบฉบับของท่านศาสดา) อิจญะมะฮฺ (ความเห็นชอบและสอดคล้องกันของมุจญฺตะฮิดร่วมสมัยหรือสมัยก่อน) และอักล์ (สติปัญญา)

    2. การอิฮฺติยาฏ

    หมายถึงการปฏิบัติศาสนกิจไปตามความเชื่อมั่นของตนเองสำหรับบุคคลที่เป็นมุจญ์ตะฮิด โดยต้องมั่นใจว่าไม่มีความผิดพลาดใด ๆ ในการปฏิบัติ

    3. การตักลีด

    หมายถึงการปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของมุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สูงสุดในสมัยของตน นักปราชญ์ของอิสลามที่สามารถค้นคว้าหาเหตุผล และวินิจฉัยอะฮฺกามของศาสนาได้เรียกว่า มุจญฺตะฮิดหรืออีกนัยหนึ่งหมายถึงผู้ที่มีความเชี่ยวชาญนิติศาสตร์อิสลาม ส่วนการค้นคว้าของท่านเรียกว่า การอิจติฮาดผู้ที่ย้อนกลับไปหามุจญตะฮิดเพื่อตรวจสอบหน้าที่ของตนเรียกว่า มุก็อลลิดส่วนการย้อนไปหามุจญฺตะฮิดเพื่อดูคำวินิจฉัยและนำมาปฏิบัติเรียกว่า การตักลีดดังนั้น การตักลีดจึงหมายถึงการปฏิบัติตามมุจญฺตะฮิดเฉพาะในเรื่องฟุรูอุดดีน (การอิบาดะฮฺ นะมาซ ศีลอด ซะกาต คุมซฺ ฮัจญฺ และญิฮาด) การค้าขายและรวมไปถึงอะฮฺกามเรื่องอื่นๆ ด้วย โดยไม่รวมไปถึงเรื่องอุซูลุดดีน (หลักความศรัทธา) เพราะไม่อนุญาตให้ปฏิบัติตามบุคคลใด ต้องเกิดจากพลังแห่งความเชื่อมั่นที่ไม่สงสัยของตน มิใช่เกิดจากการกระทำและความเชื่อมั่นของคนอื่น และนำมาเป็นเหตุผลของตน

    การตักลีด เป็นหลักการตามธรรมชาติของมนุษย์ มิใช่สิ่งเสริมเติมแต่งที่อิสลามได้สอดใส่มาให้มนุษย์ เนื่องเป็นกฎตามธรรมชาติที่ว่า ผู้ไม่รู้ต้องถามผู้รู้ เพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดกับตนเอง ดังนั้นเราจะเป็นเห็นคนป่วยต้องไปหาแพทย์ นักเรียนต้องถามคุณครู ผู้ไม่รู้ต้องถามผู้รู้ ซึ่งถ้าเป็นปัญหาเกี่ยวกับหลักการปฏิบัติในศาสนาผู้ที่เราต้องไปพบเขาคือ ผู้ที่มีความชำนาญพิเศษหรือที่เรียกว่า มุจญฺตะฮิดผู้มีความรู้สมบูรณ์นั่นเอง

    การตักลีดแบ่งออกเป็น 2 ประเภท

    1. การปฏิบัติตามเยี่ยงคนหูหนวกตาบอด

    หมายถึง การปฏิบัติภารกิจต่างๆ ที่มนุษย์เราได้หลงเชื่อผู้อื่นโดยไม่รู้ว่าสิ่งนั้นให้คุณหรือว่าให้โทษแก่ตนเองหรือไม่ ตนได้มอบให้บุคคลเป็นแบบอย่างสำหรับตนในทุกๆ เรื่อง

    2. การปฏิบัติตามเยี่ยงคนรอบรู้หรือผู้มีความรู้

    หมายถึง การปฏิบัติตามในปัญหาที่ตนไม่รู้ ไม่เข้าใจ ซึ่งตนได้สอบถามจากผู้มีความรู้และเมื่อเขาได้ออกคำสั่งมาให้ปฏิบัติตนจึงได้ปฏิบัติตาม ซึ่งปัญหาเรื่องการตักลีดที่อิสลามกำลังกล่าวถึงคือ ประเด็นที่สอง ดังนั้น การตักลีดในหลักการอิสลามจึงมิได้หมายถึง การเชื่อฟังปฏิบัติตามเยี่ยงคนหูหนวกตาบอดแต่อย่างใด

    จำนวนของมัรญิอฺตักลีด

    บางคนมักถามว่าในเชิงสงสัยว่า เรามีคัมภีร์อัล-กุรอานเพียงเล่มเดียว พระเจ้าองค์เดียว และศาสดาองค์เดียว ดังนั้น มัรญิอฺตักลีดก็จำเป็นต้องมีเพียงคนเดียว ทำไมในเวลาเดียวกันต้องมีมัรญิอฺหลายคนด้วย และขณะที่ทุกคนมีความรู้อยู่ในระดับเดียวกันทำไมต้องเลือกเอามัรญิอฺท่านหนึ่งท่านใดด้วย

    คำตอบ เนื่องจากแนวทางของชีอะฮฺแตกต่างไปจากแนวทางและสำนักคิดอื่นๆ เนื่องจากชีอะฮฺนิยมในความรู้และเหตุผลของสติปัญญาและยกย่องในคุณค่าเหล่า นั้น โดยกล่าวว่า บุคคลใดก็ตามที่ศึกษาศาสนาจนกระทั่งถึงขั้นที่สามารถวินิจฉัยปัญหาศาสนาได้ ถือว่าเขาผู้นั้นเป็น มุจญฺตะฮิด ฉะนั้น ตนจะต้องไม่ปฏิบัติตามผู้ใด ส่วนบุคคลอื่นสามารถปฏิบัติตามตนได้ ดังนั้น ถ้าสมมุติว่าในระหว่างมุจญฺตะฮิดที่มีความรู้สมบูรณ์สิบท่าน และแต่ละท่านนั้นมีความรู้เท่าเทียมกันเราจะไม่เลือกปฏิบัติตามบางท่าน โดยละทิ้งเก้าท่านที่เหลือการกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็นการทำลายความรู้และ วิชาการ ซึ่งโดยหลักการแล้วถือว่าไม่ถูกต้อง ดังนั้น การมีมัรญิอฺหลายท่านในสมัยเดียวกัน เท่ากับเป็นการเชิดชูความรู้และสถานภาพทางวิชาการให้สูงส่ง

    เงื่อนไขของมัรญิอฺตักลีด

    บุคคลที่เป็นมัรญิอฺตักลีด ซึ่งบุคคลอื่นมีหน้าที่ปฏิบัติตามท่านต้องมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

    • ต้องเป็นผู้มีความยุติธรรมและมีคุณธรรม (ไม่ทำบาปทั้งบาปเล็กและบาปใหญ่) หมายถึงระดับหนึ่งของตักวา (ยำเกรง)ต่อพระผู้เป็นเจ้า พึงระวังความประพฤติปฏิบัติไปตามกฎข้อบังคับของศาสนาอย่างเคร่งครัด และออกห่างจากสิ่งต้องห้ามทั้งหลาย สัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผู้มีคุณธรรมคือ การไม่ทำบาปทั้งบาปเล็กและบาปใหญ่ ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง

    • ต้องมีชีวิต ด้วยเหตุนี้ไม่อนุญาตให้เริ่มตักลีดกับมุจญฺฮิดที่เสียชีวิตไปแล้ว

    • ต้องเป็นเพศชาย

    • ต้องบรรลุนิติภาวะตามศาสนบัญญัติ

    • ต้องเป็นมุสลิมนับถือนิกายชีอะฮฺอิมามียะฮฺ

    • เป็น อิฮฺติยาฏวาญิบ ต้องเป็นผู้มีความรู้สูงสุดในทางศาสนา ผู้รู้ขั้นสูงสุด หมายถึง  ผู้ที่รอบรู้ที่สุดในการวินิจฉัยศาสนบัญญัติทางศาสนา (จากอัล-กรุอาน และซุนนะฮฺ)

    • บิดามารดาต้องสมรสถูกต้องตามหลักการศาสนา

    • ต้องไม่มีความละโมบ ต่อลาภยศสรรเสริญหรือลุ่มหลงโลก

    คำถามบางประการ

    1. จะรู้จักคำวินิจฉัยของมุจญฺตะฮิดได้อย่างไร

    สามารถรู้จักฟัตวา (คำวินิจฉัย) ของมุจญฺตะฮิดได้ 4 วิธี กล่าวคือ

    • ได้ยินคำวินิจฉัยจากมุจญฺตะฮิด

    • ได้ยินจากคำบอกเล่าของมุจญฺตะฮิดที่มีความอาดิล 2 ท่าน

    • ได้ยินจากการบอกเล่าของผู้ที่เชื่อถือได้ในคำพูดของเขา

    • ได้เห็นฟัตวาในเอกสารหรือหนังสือริซาละฮฺของท่าน

    2. สามารถปฏิบัติตามมัรญิอฺที่เสียชีวิตไปแล้วได้หรือไม่

    สำหรับผู้ที่เริ่มต้นตักลีดใหม่ ไม่อนุญาตให้ตักลีดตามมัรญิอฺที่เสียชีวิตไปแล้ว จำเป็นต้องเริ่มตักลีดกับมัรญิอฺที่ยังมีชีวิตอยู่ แต่ถ้าเคยตักลีดกับมัรญิอฺท่านหนึ่ง ต่อมาท่านได้เสียชีวิตไปสามารถคงสภาพการตักลีดกับมุจญฺตะฮิดที่ถึงแก่กรรมไปแล้วได้ แต่ต้องขออนุญาตจากมัรญิอฺที่ยังมีชีวิตอยู่ ดังนั้น ถ้าท่านอนุญาตจึงจะสามารถคงสภาพตักลีดต่อไปได้ ซึ่งปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของมุจญฺตะฮิดที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น

    3. ทัศนะของมุจญฺตะฮิดแบ่งเป็นกี่ประเภท

    มุจญฺตะฮิดสามารถออกทัศนะได้หลายกรณีด้วยกัน กล่าวคือ

    1. ออกคำสั่งว่าวันพรุ่งนี้เป็นวันอีดฟิฏรฺ (1 เชาวัล) ซึ่งการออกทัศนะเช่นนี้อยู่ในอำนาจของมุจญฺตะฮิดที่เป็นฮากิม หรือวิลายะตุลฟะกีฮฺ

    2. ออกคำวินิจฉัยในประเด็นที่เป็นวาญิบ มุซตะฮับ มักรูฮฺ มุบาฮฺ หรือฮะรอม เช่น  วินิจฉัยว่า ผู้ใดมีศีลอดวาญิบติดตัวอยู่ ไม่สามารถถือศีลอดมุซตะฮับได้

    3. บางครั้งออกทัศนะในเชิงที่เป็น อิฮฺติยาตวาญิบ เช่น กล่าวว่า อิฮฺติยาตวาญิบต้องกล่าว ตัสบีฮาตอัรบะอะฮฺ ในนมาซเราะกะอัตที่สามหรือสี่ 3 ครั้ง เป็นต้น ดังนั้น ผู้ที่ตักลีดตามท่านต้องอิฮฺติยาต โดยกล่าวตัสบีฮาตอัรบะอะฮฺในนมาซ 3 ครั้ง หรือสามารปฏิบัติตามทัศนะของมัรญิอฺท่านอื่นที่กล่าวว่า ให้กล่าวเพียงครั้งเดียวก็พอ

    4. แสดงทัศนะหลังจากออกคำวินิจฉัยแล้ว หรือก่อนที่จะกล่าวให้อิฮฺติยาต เช่น กล่าวว่า อิฮฺติยาตให้นมาซใหม่อีกครั้ง การอิฮฺติยาตตรงนี้ถือว่าเป็น อิฮฺติยาตมุซตะฮับ กล่าวคือ อิฮฺติยาตมุซตะฮับ จะมาหลังจากคำวินิจฉัย

    คำถามท้ายบท

    1. ทำไมต้องตักลีด

    2. ตักลีดมีกี่ประเภท

    3. ทำไมสมัยเดียวกันจึงมีมุจญฺตะฮิดหลายคน

    4. การเลือกมุจญฺตะฮิดมีเงื่อนไขกี่ประการ อะไรบ้าง

    5. มุจญฺตะฮิดมีกี่ทัศนะ

    6. การกระทำของมนุษย์แบ่งเป็นกี่ประเภท







     
     
  • RelatedArticle
  • เหตุผลที่สองผลประโยชน์ของชาติ
    เหตุผลประการแรก เป็นหน้าที่ของชัรอียฺสำหรับมุสลิมทุกคน
    ขบวนการอินติฟาเฎาะฮฺปาเลสไตน์
    ไซออนิสต์ ขบวนการอินติฟาเฎาะฮฺ และรัฐบาลอิสลาม
    ประโยชน์ของความรัก
    สื่อของความรัก
    บทบาทของความรักในการอบรมสั่งสอน
    การขยายเศรษฐกิจและสุขภาพจิตครอบครัว
    ความสุขร่าเริงคือสุขภาพจิตของครอบครัว
    สิ่งต้องการสำหรับสุขภาพจิตสมบูรณ์ของครอบครัว
    แนวความคิดในการพัฒนาตามระบอบอิสลาม
    ริบา, ดอกเบี้ย และแนวความคิดในการพัฒนาตามระบอบอิสลาม
    พระเจ้าผู้ทรงบริบูรณ์พร้อมและไม่พึ่งพาสิ่งใด
    โลกอันกว้างไพศาลและลี้ลับ
    มารู้จักสิ่งที่สัมผัสไม่ได้กันเถิด
    แนวความคิดในการพัฒนาตามระบอบอิสลาม
    ประวัติส่วนตัว ดร. ติญานีย์ผู้หาญกล้าเป็นชีอะฮฺ
    เหตุการณ์ในอียิปต์
    อับดุลกอดีร อัล ญีลานี และมูซา อัลกาซิม
    ความสงสัยและข้อซักถาม 
    FirstName :
    LastName :
    E-Mail :
     
    OpinionText :
    AvrRate :
    %0
    CountRate :
    0
    Rating :