يا مُمْتَحَنَةُ امْتَحَنَكِ اللهُ الَّذي خَلَقَكِ قَبْلَ اَنْ يَخْلُقَكِ،
ยามุมตะฮะนะตุ อิมตะฮะนะกิลลาฮิลละซีย์ เคาะละเกาะกิ ก็อบละ อัน ยัคลุเกาะกิ
โอ้ผู้ถูกทดสอบ ผู้ทดสอบท่านคือ อัลลอฮฺ พระผู้ทรงบันดาลท่านก่อนที่จะสร้างท่าน
فَوَجَدَكِ لِمَا امْتَحَنَكِ صابِرَةً،
ฟะวะญะดะกิ ลิมัมตะฮะนะกิ ซอบิเราะฮฺ
ดังนั้น พระองค์ทรงพบท่านท่ามกลางการทดสอบบนความขันติ
وَزَعَمْنا اَنّا لَكِ اَوْلِياءُ وَمُصَدِّقُونَ وَصابِرُونَ لِكُلِّ ما اَتانا بِهِ اَبُوكِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَآلِهِ وَاَتى بِهِ وَصِيُّهُ،
วะซะอัมนา อันนาละกิ เอาลิยาอุ วะมุซ็อดดิกูนะ วะซอบิรูนะ ลิกุลลิ มาอะตานาบิฮี อะบูกิ ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะอาลิฮี วะอะตาบิฮี วะซียุฮู
เราเชื่อว่า แท้จริงท่านคือมวลมิตรที่แท้จริง ผู้มีความสัจจริง ผู้มีความอดทนต่อทุกสิ่งที่บิดาของท่านนำมา ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและลูกหลานของท่าน และที่ตัวแทนของท่านนำมา
فَاِنّا نَسْأَلُكِ اِنْ كُنّا صَدَّقْناكِ إلاّ اَلْحَقْتِنا بِتَصْديقِنا لَهُما لِنُبَشِّرَ اَنْفُسَنا بِاَنّا قَدْ طَهُرْنا بِوَلايَتِكِ .
ฟะอินนา นัซอะลุกิ อิน กุนนา ซ็อดดักนากิ อิลลัลฮักตินา บิตัซดีกินา ละฮุมา ลินุบัชชิเราะ อันฟุซะนา บิอันนา ก็อดเฏาะฮุรนา บิวิลายะติกิ
เราขอวิงวอนผ่านท่าน ถ้าเราพูดจริงกับท่าน โปรดนำเราไปถึงยังการยอมรับของเราที่มีต่อทั้งสอง เพื่อแจ้งกับจิตวิญญาณของเราว่า แน่นอนเราสะอาดได้เนื่องด้วยการยอมรับวิลายะฮฺของท่าน
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ يا بِنْتَ رَسُولِ اللهِ،
อัสลาุมุอะลัยกิ ยาบินตะ เราะซูลิลลาฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้บุตรีของศาสดาแห่งอัลลอฮฺ
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ يا بِنْتَ نَبِىِّ اللهِ،
อัสลาุมุอะลัยกิ ยาบินตะ นะบียิลลาฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้บุตรีของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ يا بِنْتَ حَبيبِ اللهِ،
อัสลาุมุอะลัยกิ ยาบินตะ ฮะบีบิลลาฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้บุตรีของผู้เป็นที่รักแห่งอัลลอฮฺ
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ يا بِنْتَ خَليلِ اللهِ،
อัสลาุมุอะลัยกิ ยาบินตะ เคาะลีลิลลาฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้บุตรีของผู้เป็นมิตรแห่งอัลลอฮฺ
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ يا بِنْتَ صَفىِّ اللهِ،
อัสลาุมุอะลัยกิ ยาบินตะ เซาะฟียิลลาฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้บุตรีของผู้ได้รับการเลือกสรรแห่งอัลลอฮฺ
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ يا بِنْتَ اَمينِ اللهِ،
อัสลาุมุอะลัยกิ ยาบินตะ อะมีนัลลอฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้บุตรีของผู้ซื่อสัตย์แห่งอัลลอฮฺ
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ يا بِنْتَ خَيْرِ خَلْقِ اللهِ،
อัสลาุมุอะลัยกิ ยาบินตะ ค็อยริ ค็อลกิลลาฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้บุตรีของผู้ถูกสร้างประเสริฐที่สุด
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ يا بِنْتَ اَفْضَلِ اَنْبِياءِ اللهِ وَرُسُلِهِ وَمَلائِكَتِهِ،
อัสลาุมุอะลัยกิ ยาบินตะ อัฟเฎาะลิ อันบิยาอิลลาฮฺ วะรุซุลิฮี วะมลาอิกะติฮี
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้บุตรีของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺผู้ประเสริฐที่สุด ศาสดาของพระองค์ และมลาอิกะฮฺของพระองค์
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ يا بِنْتَ خَيْرِ الْبَرِّيَةِ،
อัสลาุมุอะลัยกิ ยาบินตะ ค็อยริลบะรียะฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้บุตรีของมนุษย์ที่ประเสริฐที่สุด
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ يا سِيِّدَةَ نِساءِ الْعالَمينَ مِنَ الاَْوَّلينَ وَالاْخِرينَ،
อัสลาุมุอะลัยกิ ยาซัยยิดะติ นิซาอิลอาละมีนะ มินัลเอาวะลีนะ วัลอาคิรีน
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้หัวหน้าสตรีแห่งโลกทั้งหลาย ตั้งแต่คนแรกจนถึงคนสุดท้าย
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ يا زَوْجَةَ وَلِيِّ اللهِ وَخَيْرِ الْخَلْقِ بَعْدَ رَسُولِ اللهِ،
อัสลาุมุอะลัยกิ ยาเซาญะตะวะลียิลลาฮฺ วะค็อยริลค็อลกิ บะอ์ดะเราะซูลลิลลาฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้ภริยาของผู้ปกครองแห่งอัลลอฮฺ ผู้ถูกสร้างที่ดีที่สุดหลังจากท่านศาสดา
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ يا اُمَّ الْحَسَنِ وَالْحُسَيْنِ سَيِّدَىْ شَبابِ اَهْلِ الْجَنَّةِ،
อัสลาุมุอะลัยกิ ยาอุมมัลฮะซะนิ วัลฮุซัยนิ ซัยยิดัย ชะบาบิ อะฮฺลิลญันนะฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้มารดาของฮะซันและฮุซัยนฺ หัวหน้าชายหนุ่มแห่งสรวงสวรรค์
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ اَيَّتُهَا الصِّدّيقَةُ الشَّهيدَةُ،
อัสลาุมุอะลัยกิ อัยยะตุฮัซซิดดีเกาะตุชชะฮีดะฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้ผู้เป็นสัจจะแห่งพยานหลักฐาน
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ اَيَّتُهَا الرَّضِيَّةُ الْمَرْضِيَّةُ،
อัสลาุมุอะลัยกิ อัยยะตุฮัร เราะฎียะตุลมัรฎียะฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้ผู้ปราโมทย์ยินดี และได้รับความปราโมทย์
اَلسـَّلامُ عـَلَيْكِ اَيَّتـُهَا الْفاضِلـَةُ الزَّكِيـَّةُ،
อัสลาุมุอะลัยกิ อัยยะตุฮัลฟาฎิละตุซซะกียะฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้ผู้มีความประเสริฐ และสะอาดบริสุทธิ์
اَلسـَّلامُ عـَلَيْكِ اَيَّتـُهَا الْحَوْراءُ الاِْنْسِيَّةُ،
อัสลาุมุอะลัยกิ อัยยะตุฮัลเฮารออุล อิลซียะฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้ผู้เป็นนางสวรรค์ในหมู่มนุษย์
اَلسـَّلامُ عَلَيْكِ اَيَّتُهَا التَّقِيَّةُ النَّقِيَّةُ،
อัสลาุมุอะลัยกิ อัยยะตุฮัตตะกียะตุนนะกียะฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้ผู้มีความสำรวมตนที่สะอาดบริสุทธิ์
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ اَيَّتُهَا الُْمحَدَّثَةُ الْعَليمَةُ،
อัสลาุมุอะลัยกิ อัยยะตุฮัล มุฮัดดะซะตุลอะลีมะฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้ผู้ได้รับความไว้วางใจที่รอบรู้
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ اَيَّتُهَا الْمَظْلُومَةُ الْمَغْصُوبَةُ،
อัสลาุมุอะลัยกิ อัยยะตุฮัลมัซลูมะตุล มัฆซูบะฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้ผู้ได้รับการกดขี่ที่ถูกฉ้อฉลสิทธิ
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ اَيَّتُهَا الْمُضْطَهَدَةُ الْمَقْهُورَةُ،
อัสลาุมุอะลัยกิ อัยยะตุฮัลมุฎเฏาะฮะดะตุล มักฮูเราะฮฺ
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้ผู้ได้รับการกดดันที่ถูกบีบบังคับ
اَلسَّلامُ عَلَيْكِ يا فاطِمَةُ بِنْتَ رَسُولِ اللهِ وَرَحْمَةُ اللهِ وَبَرَكاتُهُ،
อัสลาุมุอะลัยกิ ยาฟาฏิมะตุ บินตะเราะซูลลิลาฮฺ วะเราะฮฺมะตุลลอฮิ วะบะเราะกาตุฮู
ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้ฟาฏิมะฮฺ บุตรีของท่านศาสนทูตแห่งพระเจ้า ขอความเมตตาจากอัลลอฮฺ และความจำเริญจากพระองค์ พึงประสบแด่ท่านศาสดา
صَلَّى اللهُ عَلَيْكِ وَعَلى رُوحِكِ وَبَدَنِكِ،
อัสลาุมุอะลัยกิ วะอะลา รูฮิกะ วะบะดะนิกิ
ขอความเมตตาจาำอัลลอฮฺ พึงประสบแด่ท่าน แด่จิตวิญญาณ และร่างกายของท่าน
اَشْهَدُ اَنَّكِ مَضَيْتِ عَلى بَيِّنَة مِنْ رَبِّكِ،
อัชฮะดุ อันนะกิ มะฎ็อยติ อะลา บัยยินะติ มิน ร็อบบิกิ
ข้าฯยืนยันว่า ท่านจากไปด้วยเหตุผลที่ชัดเจนจากพระผู้อภิบาล
وَاَنَّ مَنْ سَرَّكِ فَقَدْ سَرَّ رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَآلِهِ،
วะอันนะ มันซัรเราะกิ ฟะก็อด ซัรเราะ เราะซูลัลลอฮิ ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะอาลิฮี
ข้าฯยืนยันว่า บุคคลใดทำให้ท่านมีความสุข เท่ากับทำให้ศาสนทูตแห่งพระเจ้ามีความสุข ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและลูกหลานของท่าน
وَمَنْ جَفاكِ فَقَدْ جَفا رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَآلِهِ،
วะมัน ญะฟากิ ฟะก็อดญะฟาเราะซูลัลลอฮิ ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะอาลิฮี
ข้าฯยืนยันว่า บุคคลใดอกตัญญูต่อท่าน เท่ากับอกตัญญู ต่อศาสนทูตแห่งพระเจ้า ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและลูกหลานของท่าน
وَمَنْ آذاكِ فَقَدْ آذى رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَآلِهِ،
วะมันอาซากิ ฟะก็อด อาซาเราะซูลัลลอฮิ ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะอาลิฮี
ข้าฯยืนยันว่า บุคคลใดกลั่นแกล้งท่าน เท่ากับกลั่นแกล้งสนทูตแห่งพระเจ้า ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและลูกหลานของท่าน
وَمَنْ وَصَلَكِ فَقَدْ وَصَلَ رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَآلِهِ،
วะมัน วะเซาะละกิ ฟะก็อดวะเซาะละ เราะซูลัลลอฮิ ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะอาลิฮี
ข้าฯยืนยันว่า บุคคลใดรักษาความสัมพันธ์กับท่าน เท่ากับรักษาสัมพันธ์กับศาสนทูตแห่งพระเจ้า ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและลูกหลานของท่าน
وَمَنْ قَطَعَكِ فَقَدْ قَطَعَ رَسُولَ اللهِ صَلَّى اللهُ عَلَيْهِ وَآلِهِ،
วะมัน เกาะเฏาะอะกิ ฟะก็อด เกาะเฏาะอะ เราะซูลัลลอฮิ ซ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะอาลิฮี
ข้าฯยืนยันว่า บุคคลใดตัดสัมพันธ์กับท่าน เท่ากับตัดสัมพันธ์กับศาสนทูตแห่งพระเจ้า ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและลูกหลานของท่าน
لاَِنَّكِ بِضْعَةٌ مِنْهُ وَرُوحُهُ الَّذي بَيْنَ جَنْبَيْهِ،
ลิอันนะกิ บิฎอะตุน มินฮุ วะรูฮุฮุลละซีย์ บัยนะ ญันบัยฮิ
เนื่องด้วย แท้จริงท่านเป็นส่วนหนึ่งของท่านศาสดา เป็นจิตวิญญาณบนร่างบริสุทธิ์ของท่าน
اُشْهِدُ اللهَ وَرُسُلَهُ وَمَلائِكَتَهُ اَنّي راض عَمَّنْ رَضَيتِ عَنْهُ،
อุชฮิดุลลอฮะ วะรุซุละฮู วะมะลาอิกะตะฮู อันนีย์ รอฎิน อัมมัน เราะฎ็อยติ อันฮุ
ขอให้พระเจ้า ศาสนทูตแห่งพระองค์ และมวลมลาอิกะฮฺแห่งพระองค์ จงเป็นพยานว่า ฉันพอใจบุคคลที่ท่านพึงพอใจเขา
ساخِطٌ عَلى مَنْ سَخِطْتِ عَلَيْهِ مُتَبَرِّىءٌ مِمَّنْ تَبَرَّأْتِ مِنْهُ،
ซาคิฏุน อะลา มัน ซะคิฏติ อะลัยฮิ มุตะบัรรีย์อุน มิมมัน ตะบัรเราะอฺ์ติ มินฮุ
ฉันโกรธเกลียดบุคคลที่ท่านโกรธเกลียด ฉันปลีกตัวออกจากบุคคลที่ท่านปลีกตัวออก
مُوال لِمَنْ والَيْتِ،
มุวาลิน ลิมันวาลัยติ
ฉันเป็นมิตรกับบุคคลที่ท่านเป็นมิตรด้วย
مُعاد لِمَنْ عادِيْتِ، مُبْغِضٌ لِمَنْ اَبْغَضْتِ،
มุอาดิน ลิมันอาดีติ มุบฆิฎุน ลิมัน อับฆอฎติ
ฉันเป็นศัตรูกับบุคคลที่ท่านเป็นศัตรูด้วย ฉันโกรธบุคคลที่ท่านโกรธ
مُحِبٌّ لِمَنْ اَحْبَبْتِ، وَكَفى بِاللهِ شَهيداً وَحَسيباً وَجازِياً وَمُثيباً
มุฮิบบุน ลิมัน อะฮฺบับติ วะกะฟาบิลลาฮิ ชะฮีดัน วะฮะซีบัน วะญาซิยัน วะมุซีบัน
และฉันรักบุคคลที่ท่านรัก เพียงพอแล้ว ที่พระเจ้าทรงเป็นพยาน ทรงตรวจสอบ ทรงลงโทษ และทรงตอบแทนผลรางวัล
บทนำ
ในอดีตประชาชาติต่าง ๆ มองสตรีเหมือนกับสัตว์หรือทรัพย์สินส่วนตัวทีอยู่ในการครอบครองของบุรุษเพศ ชนชาติอาหรับในสมัยที่ยังไร้อายธรรมมองว่าสตรี เป็นสัญลักษณ์แห่งความอัปยศ ดังนั้น ผู้คนในบางเผ่าถึงกับฝังลูกสาวขอตนเองทั้งเป็นก็มี
เมื่อแสงสว่างของอิสลามได้ทอประกายขึ้น ก็ได้มีการส่งเสริมสิทธิให้แก่สตรี และกำหนดสิทธิในด้านต่าง ๆ ของผู้หญิงขึ้นมา เช่น สิทธิในความเป็นมารดา เป็นภรรยา และบุตร เราต่างเคยได้รับฟังรายงาน อันทรงเกียรติบทหนึ่งจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ที่ว่า “ความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺ อยู่บนความพึงพอใจของบิดามารดา” และสตรีคือ บุคคลหนึ่งในสองคนดังกล่าวนั่นเอง
อิสลามให้ฐานะความเป็นมนุษย์แก่สตรี อีกทั้งได้กำหนดกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เพื่อปกป้องเกียรติยศของสตรี ฉะนั้น การคลุมศีรษะ จึงมิได้เป็นกงขังที่กักขังสตรี แต่เป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศและศักดิ์ศรีต่างหาก เราจะพบว่าทรัพย์สินที่มีค่าทั้งหลาย ล้วนถูกเก็บรักษาไว้ในสถานที่ที่มั่นคง แม้แต่ผลไม้ก็ยังถูกรักษาไว้ในชะลอม ฉะนั้น สำหรับสตรีชาวมุสลิม อัลลอฮฺ มหาบริสุทธิ์ยิ่งแด่พระองค์ จึงทรงกำหนดหลักเกณฑ์ขึ้นมา เพื่อปกป้องคุ้มครองสตรีนั่นคือ การคลุมศีรษะ ซึ่งไม่เพียงแต่เกียรติของผู้หญิงเท่านั้น แต่ยังเป็นการเพิ่มคุณค่า และความงามให้แก่ผู้หญิงอีกด้วย
ส่วนชาวตะวันตกมักจะมองสตรีเป็นเสมือน วัตถุ หรือสิ่งของชนิดหนึ่ง ที่มีไว้เพื่อโฆษณาในเชิงธุรกิจและแสวงหากำไรทางวัตถุ ทั้ง ๆ ที่บุคลิกภาพ และเกียรติยศของสตรีคือ มนุษย์คนหนึ่ง ทัศนะเช่นนี้เอง จึงเป็นสามเหตุทำให้สตรีเกิดความตกต่ำ และทำให้สตรีต้องหลุดออกไปจาอารมณ์ และความรู้สึกของความเป็นมนุษย์ที่สูงส่งคนหนึ่ง
ปัจจุบัน จะเห็นสภาพความล้มเหลวของระบบครอบครัวในสังคมตะวันตกได้เป็นอย่างดี ฉะนั้น สตรีในโลกตะวันตก จึงถูกเปลี่ยนสภาพให้เหลือแต่เรือนร่างที่เป็นมนุษย์ โดยไม่มีคุณค่า ไม่มีเกียรติ ไม่ว่าจะเป็นในหมู่ของเหล่าดาราภาพยนตร์ นักแสดง นางแบบโฆษณาขายสินค้า หรือผู้ที่เข้าประกวดความงาม ต่างเสมอเหมือนกันไปทั้งหมด ดังนั้น เราขอเสนอสตรีตัวอย่างในอิสลามสักท่านหนึ่ง เพื่อเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตอันมีค่าของตนต่อไป สตรีที่บทความนี้ขอนำเสนอคือ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ ซะรออฺ
ฟาฏิมะฮฺ อัซ ซะรออฺ คือ บุตรสาวของศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ)
ฟาฏิมะฮฺ อัซ ซะรออฺ คือ ภรรยาของท่านอิมามอะลี (อ.) ผู้แทนของท่านศาสดา และเป็นผู้ปกครองแห่งพระเจ้า
ฟาฏิมะฮฺ อัซ ซะรออฺคือ มารดาของฮะซัน ฮุเซน ซัยนับ และอิมามผู้บริสุทธิ์อีก ๙ ท่าน
ไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าในหมู่สตรีทั้งที่มิได้เป็นมุสลิม หรือเป็นมุสลิมก็ตาม ฟาฏิมะฮฺ อัซซะฮฺรออฺ (อ.) คือสตรีที่มีความงดงามและประเสริฐที่สุด ทั้งด้านความรู้ ความสำรวมตน โวหาร และจริยธรรม ฟาฏิมะฮฺ ถูกรู้จักในนามของหัวหน้าสตรีแห่งสรวงสวรรค์ แบบอย่างของสตรีในโลกทั้งหลาย เป็นผู้มีความสะอาดบริสุทธิ์ และมีความประเสริฐเป็นเลิศ
บนตักอันจำเริญของฟาฏิมะฮฺคือ เปลที่เลี้ยงอุ้มชูอิมามผู้มีความยิ่งใหญ่ ๒ ท่าน ผู้เป็นมนุษย์ตัวอย่างในสากลโลก อิมามฮะซัน (อ.) คือแบบอย่างของความขันติ และความอดกลั้น อิมามฮุซัยนฺ (อ.) คือนายของบรรดาชะฮีด (ผู้สละชีพบนหนทางของพระเจ้า) และท่านหญิง (อ.) ยังให้กำเนิดซัยนับ อัลกุบรอ (อ.) สตรีผู้เป็นสัญลักษณ์ของความกล้าหาญชาญชัย นักปาถกถา ผู้เรียกร้องความถูกต้องยุติธรรม ผู้ถือและประกาศสาส์น ของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) และเหตุการณ์โศกนาฏกรรมแห่งแผ่นดินกัรบะลาอฺ แก่ประชาโลกทั้งหลาย ท่านหญิงคือผู้ทำลายล้างและกระชากหน้ากากของยะซีด ผู้ตั้งภาคีเทียบเทียม กินดอกเบี้ย สร้างความต่ำทรามบนหน้าแผ่นดิน และหลงบูชาความสิวิไลของโลก สตรีที่ไม่เข้าใจว่าควรจะอบรมเลี้ยงดูบุตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุตรีอย่างไร ฟาฏิมะฮฺ (อ.) ได้สอนและแสดงให้เห็นแล้วว่าการเลี้ยงดูบุตรในอิสลาม ภายใต้ความสะอาดบริสุทธิ์ หลักการ และความสำรวมตนต้องกระทำอย่างไร
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) เป็นบุตรีคนเดียวในบรรดาบุตรทั้งหลายของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กับท่านหญิงเคาะดิญะฮฺ ที่หลงเหลืออยู่
จะให้กล่าวอย่างไร ถึงสตรีที่บิดาของเธอคือ บรมศาสดา ผู้เป็นที่รักยิ่งของพระเจ้า ผู้ให้การช่วยเหลือประชาชาติให้รอดพ้นภยันตรายจากการหลงทาง และความหลงผิด ผู้ที่น้ำหมึกและปากกาไม่สามารถบันทึกคุณงามดี ความประเสริฐ และจริยธรรมอันสูงส่งของท่านให้หมดได้ นักโวหาร และบรรดานักกวีต่างหมดหวังที่จะกระทำเช่นนั้นให้สำเร็จ
ส่วนมารดาของเธอ เคาะดิญะฮฺ บุตรีของคุวัยละฮฺ สตรีที่สะอาดบริสุทธิ์ที่สุดในหมู่สตรีอาหรับก่อนการมาของอิสลาม เป็นสตรีคนแรกที่ยอมรับอิสลาม เป็นสตรีเพียงคนเดียวที่ทุ่มเททรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่เพื่อเผยแพร่อิสลาม ถ้าจะดูว่าเธอมีความรักท่านศาสดา และซื่อสัตย์ต่ออิสลามมากน้อยเพียงใด ให้ดูสิ่งที่เธอแสดงออกมา ประวัติศาสตร์อิสลามไม่มีวันที่จะลืมเลือนสตรีนามว่า เคาะดิญะฮฺได้อย่างเด็ดขาด ขณะที่เคาะดิญะฮฺยังมีชีวิตอยู่ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) มิเคยแต่งงานกับหญิงใดเลย ท่านรำลึกถึงความเสียสละ ทั้งชีวิตและทรัพย์สินของท่านหญิงเคาะดิญะฮฺตลอดเวลา อาอิชะฮฺ ภรรยาอีกคนหนึ่งของศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า ไม่มีหญิงใดบนโลกที่ท่านศาสดาจะให้เกียรติเกินไปจาก ท่านหญิงเคาะดิญะฮฺ ประหนึ่งว่าบนโลกนี้มีผู้หญิงเพียงคนเดียว
อาอิชะฮฺ กล่าวว่า วันหนึ่งฉันได้กล่าวแก่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า เคาะดิญะฮฺไม่มีอะไรมากไปกว่าหญิงหม้ายคนหนึ่ง ท่านศาสดาโกรธมากถึงขนาดว่า เส้นเลือดที่หน้าผากท่านโปร่งบวมขึ้นมา หลังจากนั้น ท่านกล่าวกับฉันว่า ฉันขอสาบานด้วยนามของพระเจ้า สำหรับฉันไม่มีใครดีไปกว่าเคาะดิญะฮฺ วันที่ประชาชาติทั้งหลายต่างเคารพบูชารูปปั้น เธอศรัทธาในพระเจ้า และฉัน วันที่ทั้งหมดกล่าวหาฉันว่าเป็นพ่อมดหมดผี และเป็นนักโกหก เธอสนับสนุนและยอมรับฉัน วันที่ทุกคนนำทรัพย์สินคืนไปจากฉัน เธอได้นำทรัพย์สินทั้งหมดของเธอมอบให้ฉัน วันที่ทุกคนหนีห่างไปจากฉัน พระเจ้าทรงมอบบุตรีที่สะอาดบริสุทธิ์ ผู้เป็นแบบอย่างแก่สตรีทั้งหลายแก่ฉันโดยผ่านเธอ หลังจากนั้น อาอิชะฮฺกล่าวว่า ฉันไม่ได้มีเจตนาร้ายในคำพูด และฉันสำนึกผิดในคำพูดของฉัน
โอ้พระเจ้า ฟาฏิมะฮฺ คือบุคคลที่โชคดีที่สุด ที่บิดาของเธอคือ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ และมารดาของเธอคือ เคาะดิญะฮฺ ประวัติศาสตร์บันทึกว่า ท่านหญิงเคาะดิญะฮฺมีบุตรกับท่านศาสดา ๗ คน ได้แก่
๑. กอซิม ซึ่งฉายานามหนึ่งของท่านศาสดาคือ อบุลกอซิม ก็สืบเนื่องมาจากนี้ กอซิมเสียชีวิตก่อนที่ท่านศาสดาจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสดา ขณะมีอายุได้ ๒ ขวบ
๒. อับดุลลอฮฺ หรือเฏาะบีบ ซึ่งเสียชีวิตก่อนที่ท่านจะได้รับการแต่งตั้งเช่นกัน
๓. ฏอเฮร ถือกำเนิดขณะที่ท่านได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสดา
๔. ซัยนับ ซึ่งต่อมาได้แต่งงานกับอบุลอาซ
๕. รุก็อยยะฮฺ ซึ่งตอนแรกแต่งงานกับ อุตบะฮฺ และแต่งงานครั้งที่สองกับ อุซมานบินอัฟฟาน เธอเสียชีวิตประมาณปีที่ ๒ หลังการอพยพ
๖. อุมมุกุลซูม ซึ่งเธอแต่งงานกับอุซมานหลังจากรุก็อยยะฮฺเสียชีวิต และเธอเสียชีวิตประมาณปีที่ ๔ หลังการอพยพ
๗. ฟาฏิมะฮฺ อัซซะฮฺรออฺ (อ.) แต่งงานกับท่านอะลี (อ.) ต่อมาบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ อีก ๑๑ ท่านเป็นผลพวงที่เกิดจากท่านหญิง
การกำเนิด
ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ ซะฮฺรออ์ (อ.) ถือกำเนิดหลังจากที่บิดาของท่านหญิงถูกแต่งตั้งให้เป็นศาสนทูต ๕ ปี และหลังจากเหตุการณ์อัล อิสรออฺ และมิอฺรอจ ๓ ปี ญิบรออีล ได้นำข่าวดีเกี่ยวกับเรื่องการถือกำเนิดของท่านหญิงมาแจ้งให้ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ทราบ ท่านหญิงถือกำเกิดที่นครมักกะฮฺ เมื่อวันศุกร์ที่ ๒๐ เดือนญะมาดิลอาคิร ท่านหญิงมีฉายานามอื่นที่นอกเหนือจากฟาฏิมะฮฺ ซึ่งบ่งบอกถึงความสันติ และความสงบ เช่น ซิดดีกเกาะฮฺ ฏอฮิเราะฮฺ ซะกียะฮฺ ซะฮฺรออฺ ซัยยิดะตุนนิซาอิลอาละมีน ค็อยรุนนิซาอฺ บะตูน และอื่น ๆ นอกจากนี้ยังมี อุมมุฮะซัน อุมมุฮุซัยนฺ อุมมุอะอิมมะฮฺ สำคัญที่สุดคือ อุมมุอบีฮา หมายถึงมารดาแห่งบิดาของนาง บ่งบอกถึงความรักและความผูกพันอย่างมากที่มีต่อบิดา ทั้งที่เธอยังเด็กอยู่แต่เธอกลายเป็นที่พักพิงจิตใจแก่ท่านศาสดา แทนมารดาของเธอ ฉายานาม อุมมุอบีฮา บิดาของเธอเป็นผู้มอบให้ คำว่า อุม นอกจากหมายถึง มารดาแล้ว ยังหมายถึง แก่นแท้ และแหล่งที่มา เช่น กล่าวว่า อุมมุลกุรอ หมายถึง มักกะฮฺ ด้วยเหตุนี้ อุมมุอบีฮา จึงหมายถึงแก่นแท้ และแหล่งที่มาของนบูวัต และวิลายะฮฺ แน่นอน ฟาฏิมะฮฺ อัซซะฮฺรออฺ (อ.) คือต้นไม้ที่มั่นคงแข็งแรงและผลิดอกออกผลที่งดงาม และหวานชื่นอิมามัต และวิลายะฮฺ