ArticleIDPicAddressSubjectDate
{ArticleID}
{Header}
{Subject}

{Comment}

 {StringDate}
 
 
 
 
 
 
 
ViewArticlePage
 
 
 
  • บ้านที่อัล วะฮฺยูถูกประทานลงมา  
  • 2553-02-20 13:13:43  
  • CountVisit : 431  
  • Sendtofriend
  •  
  •  
  • ท่านศาส (ซ็อล ฯ) กล่าวตอบอาอิชะฮฺว่า “โอ้ อาอิชะฮฺ แน่นอนที่สุด ถ้าหากเธอได้รู้ในสิ่งที่ฉันรู้ เธอก็จะต้องรักฟาฏิมะฮฺเหมือนกับที่ฉันรัก ฟาฏิมะฮฺเป็นเลือดเนื้อก้อนหนึ่งของฉัน ผู้ใดที่ทำให้ท่านเธอโกรธ แน่นอนเท่ากับเขาทำให้ฉันโกรธ และผู้ใดทำท่านเธอมีความพึงพอใจ ก็เท่ากับเขาได้ทำให้ฉันพอใจ”

    บรรดามุสลิมต่างเคยได้ยินได้ฟังท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวไว้ว่า “การที่ฟาฏิมะฮฺได้ถูกขนามนามว่า “ฟาฏิมะฮฺ” ก็เพราะเนื่องจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงเกริกเกียรติ และเกรียงไกร จะทรงปกป้องคุ้มกันบุคคลที่ให้ความรักแก่ท่านหญิง รอดพ้นจากไฟนรก”

    ฟาฏิมะฮฺ อัซ ซะฮฺรออฺ มีลักษณะคล้ายคลึงกับศาสดา (ซ็อล ฯ) ทั้งด้านบุคลิกและจริยธรรม อุมมุสะลามะฮฺภรรยาของท่านศาสดากล่าวไว้ว่า “ฟาฏิมะฮฺ เป็นผู้คล้ายคลึงกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) มากที่สุด” อาอิชะฮฺ กล่าวเช่นกันว่า “แท้จริงฟาฏิมะฮฺเป็นผู้ที่คล้ายกับท่านศาสดามากที่สุด ทั้งในด้านการพูด และการเจรจาพาที”

    ฟาฏิมะฮฺไม่เคยรักใครเท่ากับบิดา ท่านหญิงเป็นผู้ทำหน้าที่ดูแลบิดาของท่านหญิงตั้งแต่มีอายุได้เพียง ๖ ปี เพราะนับตั้งแต่มารดาของท่านหญิงสตรีผู้ยิ่งใหญ่ได้เสียชีวิต ท่านหญิงได้ทำหน้าที่ต่อเติมช่องว่าง ที่เกิดขึ้นให้แก่ครอบครัวเนื่องจากความสูญเสียมารดา

    ท่านได้ร่วมรับการทดสอบอย่างขมขื่นกับบิดาตั้งแต่อายุยังน้อย นั่นคือการเผชิญหน้ากับภัยอันตรายต่าง ๆ จากพวกตั้งภาคีเทียบเทียมในเมืองมักกะฮฺ

    ท่านทำหน้าที่รักษาบาดแผลของบิดา และชำระล้างสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ที่บรรดาคนโฉดเขลาในหมู่ชาวกุเรช กระทำต่อท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ท่านได้รับการขนานนามว่า “ผู้เป็นมารดาแห่งบิดาของท่านนาง” ทั้งนี้ก็เพราะท่านได้ทุ่มเทความอาทร และความห่วงใยต่อบิดานั่นเอง

    การสมรสของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ

    เมื่อฟาฏิมะฮฺได้เติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และถึงเวลาที่ท่านจะได้ออกเรือนมีสามี ก็ได้มีสาวกของท่านศาสดาเป็นจำนวนมากแวะเวียนมาสู่ขอในจำนวนบุคคลเหล่านั้น ได้แก่อบูบักร และอุมัร ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ตอบปฏิเสธผู้มาสู่ขอทั้งสองว่า” ฉันเองก็กำลังรอคอยพระบัญชาเกี่ยวกับเรื่องของท่านหญิงจากอัล วะฮฺยู อยู่”

    ญิบรออีลได้ลงมาบอกข่าวแก่ท่านว่า อัลลอฮฺทรงจัดการสมรสให้ท่านหญิงกับอะลีแล้ว ด้วยเหตุนี้ เมื่ออะลีได้เดินเข้ามาหา ทั้ง ๆ ที่มีความละอายเพื่อจะมาสู่ของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จึงเขาไปถามท่านหญิงฟาฏิมะฮฺเพื่อขอทราบความเห็นของท่านหญิง โดยกล่าวกับท่านหญิงว่า “โอ้ฟาฏิมะฮฺ แท้จริงอะลี บุตร อบีฏอลิบ ซึ่งเธอก็รู้จักเขาดีในฐานะเครือญาติ อีกทั้งในความเป็นผู้มีเกียรติ และการนับถืออิสลามของเขา แท้จริงพ่อได้วิงวอนตอต่อพระผู้อภิบาลว่า ให้พระองค์จัดการสมรสเธอกับผู้ที่ดีที่สุดสักคนหนึ่ง ที่มีความรักในพระองค์มากกว่าผู้คนทั้งหลาย บัดนี้ อะลีได้มาสู่ขอเธอแล้ว เธอจะมีความคิดเห็นอย่างไร ฟาฏิมะฮฺ นิ่งเงียบ ก้มหน้ามองดูพื้นด้วยความอาย ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จึงกล่าวขึ้นว่า “อัลลอฮฺผู้ทรงเกรียงไกร การนิ่งเงียบของท่านหญิงย่อมหมายถึงความพึงพอใจของท่านหญิงนั่นเอง”

    ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้จับมือท่านอะลี (อ.) แล้วกล่าว “ลุกขึ้นเถิด ด้วยพระนามแห่งอัลลอฮฺ และจงกล่าวเถิดว่า โดยบารมีแห่งอัลลอฮฺ โดยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ ไม่มีพลังอำนาจใด ๆ นอกจากโดยการอนุมัติของอัลลอฮฺ ข้าขอมอบการถวายตนแด่อัลลอฮฺ” หลังจากนั้นท่านก็ได้นำอะลี (อ.) เข้าไปนั่งเคียงข้างกับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ แล้วกล่าวว่า “ข้าแต่อัลลอฮฺ บุคคลทั้งสองนี้เป็นผู้ที่ข้าพระองค์รักมากที่สุด ดังนั้น ของพระองค์ทรงรักเขาทั้งสอง และโปรดประทานความจำเริญให้แก่เชื้อสายวงศ์วานของเขาทั้งสอง และทรงบันดาลให้เขาทั้งสองได้รับการปกป้องจากพระองค์ด้วยเถิด แท้จริง ข้าพระองค์ขอความคุ้มครองให้เขาทั้งสองและเชื้อสายของเขาทั้งสองรอดพ้นจากมารร้ายที่ถูกสาปแช่ง”

    หลังจากนั้น ท่านก็ได้จูบทั้งสองเพื่อแสดงความยินดี แล้วกล่าวว่า “โอ้อะลี ภรรยาที่ประเสริฐที่สุดนั้น คือภรรยาของเจ้า” และได้กล่าวแก่ฟาฏิมะฮฺว่า “โอ้ฟาฏิมะฮฺ สามีที่ประเสริฐที่สุด ได้แก่สามีของเจ้า”

    ท่ามกลางความยินดีของบรรดาสตรีชาวมุฮาญิรีน ชาวอันซอร และตะรกูลบนีฮาชิม ครอบครัวตัวอย่างอันบริสุทธิ์ก็ได้เกิดขึ้นมาในหน้าประวัติศาสตร์ จนเป็นแหล่งกำเนิดของอะฮฺลุลบัยตฺ ซึ่งอัลลอฮฺ ทรงประสงค์ที่จะขจัดมลทินให้พ้นจากพวกเขา และทรงชำระขัดเกลาพวกเขาให้สะอาดบริสุทธิ์

    พิธีสมรสอันเรียบง่ายตามหลักการอันสูงส่งของอิสลามก็ได้ผ่านพ้นไปอย่างสมบูรณ์ ทั้ง ๆ ที่อะลีไม่มีทรัพย์สินอื่นใดอยู่ในครอบครอง นอกจากดาบ และเสื้อเกราะเพียงตัวเดียว เขาต้องการที่จะขายดาบ แต่ท่านศาสดาได้ห้ามไว้ เพราะอิสลามอยู่ในภาวะที่จำเป็นต้องอาศัยดาบของอะลี แต่ท่านตกลงให้เขาขายเสื้อเกราะ ดังนั้น ท่านอะลี (อ.) จึงนำไปขายแล้วเอาเงินจำนวนนั้นมามอบให้แก่ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)

    ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้สั่งให้ซื้อสิ่งของที่ดีแต่เรียบง่าย มาใช้ตามความจำเป็นของครอบครัวใหม่ เรือนหอของอะลีก็นับเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ถูกปลูกสร้างขึ้นมาอย่างง่าย ๆ โดยได้สร้างห้องขึ้นหนึ่งห้อง เชื่อมติดกับผนังของมัสญิดนบี อัลลอฮฺองค์เดียวเท่านั้น ที่ทรงรู้ซึ้งถึงระดับของความรักที่ผูกพันในหัวใจของผู้บริสุทธิ์ทั้งสอง นั่นคือหัวใจของอะลี (อ.) กับหัวใจของฟาฏิมะฮฺ (อ.) ทั้งนี้ก็เพราะความรักของคนทั้งสองมีเพื่ออัลลอฮฺ และอยู่ในหนทางของอัลลอฮฺ ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺนั้นมีความตระหนักดีถึงงานเสียสละ และการต่อสู้ของอะลีที่มีเพื่ออิสลาม และคำสอนของบิดาผู้ยิ่งใหญ่ของท่านเอง

    สามีของท่านหญิงได้ทำหน้าที่ต่อสู้มาตั้งแต่ก้าวแรกของอิสลาม เขาทำหน้าที่ถือธงรบของอิสลามในทุกสมรภูมิ และทุกสงครามที่มุสลิมต้องเข้าไปต่อสู้ และแทบจะไม่เคยอยู่ห้างท่านศาสดาเลยแม้สักครั้งเดียว

    ฉะนั้น ท่านจึงพยายามอย่างที่สุดในการปรนนิบัติสามี และแบ่งเบาภาระอันหนักหน่วงของเขา และเป็นภรรยาที่เชื่อฟังต่อสามีอย่างดีที่สุด

    ท่านได้ทำหน้าที่แม่บ้านอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเมื่อสามีของท่านกลับมาก็ได้พบกับบรรยากาศที่น่าอยู่ ให้ความสงแก่จิตใจและความสันติสุข

    ฟาฏิมะฮฺเป็นพฤกษาชาติที่ดีที่สุด ซึ่งหยั่งรากลึกอย่างมั่นคง และชูกิ่งก้านสูงเสียดฟ้า เพราะท่านหญิงเจริญเติบมาโตมาท่ามกลางคำสอนของอัล วะฮฺยูและได้รักการเลี้ยงดูมาตามคำสอนของอัล กุรอาน

    ครอบครัวตัวอย่าง

    ชีวิตการครองเรือนได้หล่อหลอมให้สองชีวิตเป็นหุ้นส่วนของกันและกันจนกลายเป็นชีวิตเดียวกัน ชีวิตครอบครัวที่ประกอบด้วยด้วยความรัก และการให้เกียรติ การดำเนินชีวิตของอะลี และฟาฏิมะฮฺ (อ.) เป็นตัวอย่างของชีวิตในการครองเรือนที่มีเกียรติ

    อะลีจะช่วยเหลือฟาฏิมะฮฺทำงานบ้านเสมอ ในขณะที่ฟาฏิมะฮฺก็พยายามที่สร้างความพึงพอใจและทำให้จิตใจของเขามีความสุข

    การพูดคุยกันระหว่างคนทั้งสองเป็นจรรยา และความเคารพต่อกันอย่างที่สุด ท่านอิมามอะลีจะเรียกท่านหญิงฟาฏิมะฮฺว่า “โอ้บุตรสาวของศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ” ส่วนท่านหญิงฟาฏิมะฮฺก็จะเรียกอิมามอะลีว่า “อมีรุลมุอฺมินีน” ทั้งสองเป็นบิดามารดาตัวอย่างในการให้ความรักแก่ลูก ๆ ของตัวเอง

    ในปีที่สามของฮิจเราะฮฺฺศักราช่ ฟาฏิมะฮฺก็ได้ให้กำเนิดบุตรชายคนแรก ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ตั้งชื่อให้เขาว่า “ฮะซัน” การถือกำเนิดของเขา ทำให้หัวใจของท่านศาสดาเต็มไปด้วยความสุข ท่านได้อะซานที่หูขวาและอิกอมะฮฺที่หูซ้าย อีกทั้งได้อ่านโองการอัล กุรอานให้แก่เขาอีกด้วย หลังจากนั้นหนึ่งปี ฮุซัยน (อ.) ก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมาอีกคน

    อัลลอฮฺ ทรงประสงค์ให้เชื้อสายของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ฯ) ถือกำเนิดมาจากฟาฏิมะฮฺ ท่านศาสนทูตจะอุ้มหลานสองคนของท่านเสมอ และเอาใจใส่การเลี้ยงดูเด็กทั้งสองอย่างดียิ่ง ท่านเคยกล่าวว่า เขาทั้งสองเป็นกลิ่นหอมที่สุดสำหรับฉันในโลกนี้ ท่านจะอุ้มหลานทั้งสองออกไปพร้อมกับท่าน หรือให้นั่งในตักอันอบอุ่นของท่านเสมอ

    วันหนึ่ง ท่านศาสดาไปเยี่ยมบ้านของฟาฏิมะฮฺ พอดีฮะซันร้องไห้ด้วยความหิวโหย ขณะนั้น ฟาฏิมะฮฺ กำลังนอนหลับอยู่ ท่านจึงจัดการนำภาชนะมาใส่นมและป้อนด้วยมือของท่านเอง

    ท่านได้เดินผ่านหน้าบ้านของฟาฏิมะฮฺอีกในวันหนึ่ง และได้ยินเสียงร้องไห้ของฮุซัยนฺ ท่านได้กล่าวด้วยความสะเทือนใจว่า “พวกเธอไม่รู้ดอกหรือว่า เสียงร้องไห้ของเขาทำให้ฉันเจ็บปวดยิ่งนัก”

    เวลาผ่านไปอีกหนึ่งปี “ซัยนับ” ก็ได้ถือกำเนิดมาในโลก ต่อจากนั้น “อุมมุกุลซูม” ก็ถือกำเนิดตามมาอีกคนหนึ่ง บางทีท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺอาจจะนึกถึงบุตรสาวสองคนของท่านที่ชื่อซัยนับ และอุมมุกุลซูมก็ได้ จึงตั้งชื่อหลานสาวสองคนด้วยชื่อของทั้งสอง

    อัลลอฮฺ ทรงมีความประสงค์ให้เชื้อสายของท่านศาสนทูต สืบมาจากการฟาฏิมะฮฺ ซะฮฺรออฺ บุตรสาวของท่านคนเดียว และอัลลอฮฺ ทรงได้ยินทรงรอบรู้ยิ่ง

    บ้านของฟาฏิมะฮ

    ถึงแม้ว่าชีวิตของท่านจะสั้น แต่ท่านก็เป็นคนที่ประกอบไปด้วยความดีงามและความจำเริญในด้านต่าง ๆ ท่านเป็นต้นแบบ และเป็นตัวอย่างของบรรดาสตรี กล่าวคือ ท่านเป็นทั้งสตรีตัวอย่าง และภรรยาตัวอย่าง ด้วยเหตุนี้ท่านจึงเป็นประมุขของบรรดาสตรีในสากลโลก

    มัรยัม บินติ อิมรอน นั้นเป็นประมุขของบรรดาสตรีในยุคสมัยของท่าน ท่านหญิงอาซียะฮฺ ภรรยาฟิรอูนเป็นประมุขของบรรดาสตรีในสมัยของท่านหญิง ทำนองเดียวกับคอดิญะฮฺ บินติ คุวัยลิด แต่สำหรับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ ซะฮ์รออฺ ท่านเป็นประมุขของบรรดาสตรีตลอดไปทุกยุคทุกสมัย

    ท่านเป็นแบบอย่างในทุกด้านกล่าวคือ สมัยที่ท่านยังเป็นหญิงสาวท่านก็ได้ทำหน้าที่ปรนนิบัติบิดา และมีส่วนร่วมในการรับความเจ็บปวดของบิดา เมื่อท่านเป็นภรรยาก็ได้ปรนนิบัติสามีอย่างดีเลิศ จนได้รับความอบอุ่นใจและความสงบที่มีท่านอยู่กับเขาตลอดวันเวลาที่ผ่านไป เมื่อท่านเป็นแม่ ก็ได้ให้การเลี้ยงดูลูกน้อยด้วยความรัก ด้วยความดีงาม และจริยธรรมที่มีเกียรติยิ่ง จนฮะซัน ฮุซัยนฺ ซัยนับ (อ.) เป็นแบบอย่างอันสูงส่งในโลกแห่งจริยธรรมและมนุษยธรรม

    การจากไปของบิดา

    เมื่อท่านศาสดา เดินทางกลับจากการบำเพ็ญหัจญ์ครั้งสุดท้าย ท่านได้ล้มป่วยลงและอาการทวีความรุนแรงขึ้นจนหมดสติ ท่านหญิงฟาฏิะฮฺอัซ ซะรออฺได้เฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อบรรเทาอาการป่วยของบิดา ท่านต้องหลั่งน้ำตาด้วยความเศร้าโศก ด้วยความปรารถนาที่จะตายแทนบิดาเสียเอง

    ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ได้ลืมตาขึ้นมา ด้วยการตั้งความหวังอยู่กับบุตรสาวคนเดียวของท่าน ท่านได้ขอร้องท่านหญิงให้อ่านอัล กุรอานด้วยเสียงที่สำรวม โดยมีบิดาผู้ยิ่งใหญ่อ่านคลอด้วยความนอบน้อมที่มีต่อพจนารถแห่งอัลลอฮฺ ซึ่งเป็นสิ่งที่ปกคลุมบริเวณบ้านหลังนี้อยู่แล้ว

    ท่านศาสดาต้องการที่จะให้โอกาสสุดท้ายของชีวิตอันจำเริญที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของท่าน หมดสิ้นไปพร้อมกับการอ่านอัล-กุรอานคลอตามเสียงของบุตรสาวของท่าน ซึ่งได้ดูแลเอาใจใส่ท่านแต่เล็กแต่น้อย และยืนหยัดเคียงข้างท่านตลอดมากระทั่งเติบใหญ่

    ในที่สุดท่านศาสดาได้กลับไปสู่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงสูงสุด ซึ่งการจากไปของท่านได้สร้างความโศกเศร้าอย่างใหญ่หลวงสำหรับบุตรสาวผู้บริสุทธิ์ของท่าน ซึ่งหัวใจของท่านมิอาจจะรับความทุกข์โศกเหล่านั้นได้ ท่านจึงร้องไห้ตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน

    หลังจากนั้นสถานการณ์ทางด้านการเมือง และกลุ่มผู้ลุ่มหลงในผลประโยชน์ก็ได้สร้างความกระทบกระเทือนจิตใจให้แก่ท่านอีกครั้งหนึ่ง โดยการช่วงชิงที่สวนฟะดักของท่านไป และทำเป็นไม่รับรู้ในสิทธิเกี่ยวกับตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺของท่านอะลี

    ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ซะรออฺพยายามปกป้องสิทธิของท่านอย่างเต็มความสามารถ ท่านได้แสดงจุดยืนอันแน่วแน่ในเรื่องนี้อย่างกล้าหาญ ท่านอิมามตระหนักดีกว่าการที่ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ซะรออฺยืนหยัดในการคัดค้านตำแหน่งเคาะลีฟะฮฺ จะเป็นชนวนที่ผู้ต่อต้านนำไปสู่ปัญหาใหญ่ได้ และในที่สุดความพากเพียรต่าง ๆ ของท่านศาสดาก็จะเสียหาย ทำให้ประชาชนกลับไปสู่สภาพการไร้อารยธรรม และมีวัฒนธรรมแบบป่าเถื่อนอีกครั้งหนึ่ง

    ท่านอิมามอะลี (อ.) จึงขอร้องภรรยาผู้สูงส่งของท่าน ให้มีความอดกลั้นและอดทน เพื่อพิทักษ์รักษาหลักการของอิสลามเอาไว้ ด้วยเหตุนี้ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ อัซ ซะรออฺ จึงยอมนิ่งเงียบ แต่ท่านก็ยังโกรธเคืองอยู่ และได้เตือนสติให้บรรดามุสลิมรู้ว่า ความโกรธของท่านเท่ากับเป็นการโกรธของท่านศาสดา และการโกรธของท่านศาสดาหมายถึงความโกรธของอัลลอฮฺ

    ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ซะรออฺได้นิ่งเงียบตลอดไปจนกระทั่งท่านอำลาจากโลกนี้ไป แต่ท่านได้ขอร้องไว้ในคำสั่งเสียครั้งสุดท้ายว่า ให้ร่างของท่านได้ถูกฝังอย่างเงียบเชียบที่สุด

    การวายชนม์

    ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺเปรียบเสมือนเทียนที่ถูกจุดเปลวไฟอยู่ แล้วมอดไหม้ไปทีละน้อยจากนั้นแสงของมัน ก็ค่อย ๆ หรี่ลงไปตามลำดับ ท่านจึงไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้นาน หลังจากบิดาได้อำลาจากโลกไปแล้ว ท่านหญิงไม่พึงปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป ความเศร้าโศกจึงเกิดขึ้นเสมอในทุก ๆ โอกาสที่ท่านได้ยินเสียงอะซาน โดยเฉพาะประโยคที่ว่า“ฉันขอปฏิญาณว่ามุฮัมมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ”

    ท่านต้องการที่จะพบกับบิดาของท่าน ด้วยความถวิลหาอยู่ทุกวัน จนร่างการซูบผอมลง จนมิอาจรับจิตวิญญาณของท่านที่ปรารถนาจะอำลาจากโลกไว้ได้ต่อไป

    ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงต้องอำลาจากโลกนี้ไป และอำลาจากทุกคน อำลาจากฮะซันด้วยวัยเพียง ๗ ปี ฮุซัยน์มีอายุได้ ๖ ขวบ ซัยนับมีอายุได้ ๕ ขวบ และอุมมุลกุลซูมมีอายุได้ ๓ ขวบ

    ความทุกข์ระทมที่เกิดขึ้นโดยที่ท่านได้อำลาจากโลกไปด้วยความเร่งด่วน ได้ประสบแก่สามีของท่าน ซึ่งเป็นผู้ร่วมชีวิตกับบิดาของท่านในการต่อสู้เสียสละ และเป็นผู้ร่วมชีวิตของท่านด้วย

    ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ซะรออฺได้หลับตาของท่านลงอย่างสนิท หลังจากได้สั่งเสียสามีเกี่ยวกับลูกที่ยังเป็นเด็กอยู่ ขณะเดียวกันก็ได้สั่งเสียว่าให้ฝังร่างท่านอย่างลับที่สุด

    ฉะนั้น สุสานของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ซะรออฺจึงเป็นสิ่งลี้ลับอยู่จนกระทั่งถึงวันนี้ เท่ากับท่านได้ทำเครื่องหมายคำถามอันยิ่งใหญ่ไว้ในหน้าประวัติศาสตร์

    ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ซะรออฺ ยังคงตั้งคำถามไว้ในประวัติศาสตร์ อันหมายความว่าท่านยังเรียกร้องสิทธิของท่านอยู่ และบรรดามุสลิมก็ยังคงไต่ถามเกี่ยวกับสุสานที่ไม่มีใครรู้จักอยู่ตลอดมา

    ท่านอิมามนั่งลงข้าง ๆ สุสานของภรรยาอย่างผู้สิ้นหวัง ในขณะที่ความมืดได้ปกคลุมเข้ามา พลางปลอบประโลมวิญญาณของท่านอยู่ตลอดว่า

    “ขอความสันติสุขพึงประสบแด่ท่าน โอ้ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ นี่เป็นสลามจากฉัน และจากบุตรสาวของท่าน ที่บัดนี้ ได้มาพำนักอยู่ใกล้เคียงกับท่านแล้ว โดยท่านหญิงได้ติดตามมาอยู่กับท่านอย่างรวดเร็วที่สุด โอ้ท่านศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ความอดทนของฉันมีน้อยเหลือเกินสำหรับการจากไปของสุดที่รักของท่าน ประหนึ่งว่าเนื้อหนังของฉันขาดสะบั้นลง... บุตรสาวของท่านคงจะเล่าให้ท่านได้รับทราบถึงเรื่องราวของประชาชาติผู้อกตัญญูของท่าน พวกเขากระทำการละเมิดต่อท่านหญิง... ขอความสันติสุขจากดวงใจที่อำลาพึงประสบแด่ท่านทั้งสองด้วยเถิด”

    ฮะดีซ (รายงาน) ของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ

    ๑. ตอนเช้าวันหนึ่ง อิมามอะลี (อ.) กล่าวกับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺว่า โอ้ฟาฏิมะฮฺที่รัก มีอาหารบ้างไหม เพื่อว่าฉันจะได้ประทังความหิวลงบ้าง เธอตอบว่า ไม่มี ฉันขอสาบานด้วยนามของพระเจ้า บิดาของฉันผู้เป็นศาสดา และท่านผู้เป็นอิมามว่า ๒ วัน แล้วที่บ้านของเรามีอาหารไม่เพียงพอ ในช่วงเวลาดังกล่าวฉันเห็นว่าท่านมีค่ามากกว่าอาหาร และบรรดาลูกของเรา

    อิมามอะลี กล่าวด้วยความเสียใจว่า โอ้ฟาฏิมะฮฺที่รัก ทำไมถึงไม่บอกให้ฉันรู้ เพื่อว่าฉันจะได้จัดหาอาหารมาให้ ท่านหญิง กล่าวว่า โอ้อบัลฮะซัน ฉันอายพระเจ้าของฉันเหลือเกิน ที่จะบอกให้ท่านทำ หรือเรียกร้องสิ่งที่เกินความสามารถของท่าน (บิฮารุลอันวาร เล่ม ๔๓ หน้า ๕๙)

    ๒. บุคคลที่แสดงความเคารพภักดีด้วยความบริสุทธิ์ใจ พระเจ้าผู้ทรงเมตตาจะประทานสิ่งที่ดีที่สุดแก่เขา (บิฮารุลอันวาร เล่ม ๗๐ หน้า ๒๔๙)

    ๓. ขอขอบคุณต่ออัลลอฮฺ ด้วยกับความยิ่งใหญ่ และรัศมีของพระองค์ สรรพสิ่งที่อยู่ในฟากฟ้าและแผ่นดินได้ยึดถือพระองค์เป็นสื่อ ส่วนพวกเราคือสื่อของพระองค์ในหมู่มวลสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย พวกเรามีความเป็นพิเศษสำหรับพระองค์ และ ณ บัลลังก์อันศักดิ์สิทธิ์ของพระองค์ พวกเราเป็นเหตุผลแห่งความเร้นลับของพระองค์ และพวกเราเป็นมรดกแห่งบรรดาศาสดาของพระองค์

    ๔. ท่านหญิงกล่าวกับบิดาของท่านว่า โอ้ศาสนทูตแห่งพระเจ้า หญิงชาวกุเรชมาที่บ้านของฉัน พวกนางกล่าวกับฉันว่า ท่านศาสดายกเธอให้แต่งงานกับชายอยากจนไม่มีทรัพย์สมบัติ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ตอบเธอว่า ฉันขอสาบานด้วยพระนามแห่งพระเจ้า โอ้บุตรีสุดที่รักของฉัน ฉันไม่ได้หวังร้ายกับเธอแต่อย่างใด แท้จริงเธอแต่งงานกับมุสลิมคนแรก เขามีความรู้มากที่สุด อดทนที่สุด และกล้าหาญที่สุด โอ้บุตรีของฉัน ประหนึ่งพระเจ้าทรงมองมายังโลกและเลือกคน ๒ คน คนหนึ่งคือบิดาของเธอ และอีกคนหนึ่งคือสามีของเธอ (บิฮารุลอันวาร เล่ม ๔๓ หน้า ๑๓๓)

    ๕. ท่านหญิงได้กล่าวถึงคุณลักษณะที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสตรีว่า สตรีที่ไม่ควรมองสุภาพบุรุษ และสุภาพบุรุษก็ไม่ควรมองสตรี

    ๖. พวกเราคือครอบครัวของท่านศาสดา สื่อของการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้า กับสิ่งถูกสร้าง และเป็นกลุ่มชนที่พระเจ้าทรงเลือกสรร พวกเราคือ สถานที่บริสุทธิ์ของพระเจ้า เป็นข้อพิสูจน์ที่ชัดเจน เป็นทายาทผู้รับมรดกของบรรดาศาสดาทั้งหลาย (ชัรฮฺนะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ อิบนิ อบิลฮะดีด เล่า ๑๖ หน้า ๒๑๑)

    ๗.พระเจ้าทรงกำหนดให้ปฏิบัติตามอะฮฺลุลบัยตฺของเีรา เพื่อให้เกิดระเบียบในสังคม อิมามัตของเราคือ ปัจจัยสำคัญในการสร้างเอกภาพ ให้ความปลอดภัยจากความแตกแยก (อิฮฺติยาฏ เฏาะบัรระซีย์ อีหร่าน สำนักพิมพ์อุซวะฮฺ เล่ม ๑ หน้า ๒๕๘)

    ๘.  ท่านศาสดาและอิมามอะลี บิดาสองคนแห่งประชาชาติ ถ้าประชาชาติปฏิบัติตามทั้งสอง เขาจะไม่หลงทาง ความผิดพลาดจะได้รับการแก้ไข และจะได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นจากการลงโทษตลอดไป ขณะเดียวกัน ถ้าติดตามและให้ความช่วยเหลื่อ พระเจ้าจะทรงประทานความโปรดปรานแก่เขาตลอดไป (บิฮารุลอันวาร เล่ม ๒๓ หน้า ๒๕๙)

    9. ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) รายงานว่า ท่านศาสดากล่าวว่า อิมามคล้ายกับกะอฺบะฮฺที่ต้องวิ่งเข้าไปหา มิใช่รอให้อิมามมาหาท่าน (บิฮารุลอันวาร เล่ม 36 หน้า 353)

    10. ความสุขที่แท้จริงของบุคคลหนึ่งคือ ความรักที่มีต่ออะลี (อ.) (มัจมะอุลซะวาอิด อัลลามะฮฺ ฮัยซะมีย์ เล่ม 9 หน้า 132)

    11. บุคคลที่ไม่ล้างมือหลังจากรับประทานอาหาร และนอนทั้งที่มือสกปรกเปื้อนไขมัน เขาไม่ได้ดูถูกผู้ใดนอกจากตนเอง (กันซุลอุมาล เล่ม 15 ฮะดีซที่ 40759)

    12. กรรมสิทธิ์ของฉันที่มีต่อสวนฟะดัก ดังที่พระเจ้าทรงตรัสว่า จงมอบแก่ญาติสนิท เมื่อโองการประทานแก่ท่านศาสดา ฉันและลูกหลานของฉันใกล้ชิดกับท่านศาสดายิ่งกว่าประชาชนทั้งหมด ดังนั้น ท่านศาสดาจึงมอบสวนฟะดักแก่ฉันและลูกหลานของฉัน (มุซตัดร็อกวะซาอิล เล่ม 7 หน้า 291)

    13. การมอบอินทผลัมเป็นของฝากแก่ผู้ศรัทธา เป็นสิ่งดี (กันซุลอุมาล เล่ม 12 หน้า 339 ฮะดีซที่ 35305)

    14. ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) กล่าวว่า เมื่อโองการ 63 บทนูรประทานลงมา โอ้มุสลิม จงอย่าส่งเสียงร้องเรียกเราะซูลในหมู่สูเจ้า เฉกเช่นที่สูเจ้าร้องเรียกกันเอง ฉันเกรงว่าจะเรีกยท่านเราะซูลโดยใช้คำว่า โอ้พ่อจ๋า ฉันเรียกท่านเหมือนกับคนอื่นว่า ยาเราะซูลลัลลอฮฺ ซึ่งฉันเรียกท่านอยู่สองสามครั้ง ท่านหันมาหาฉัน และกล่าวว่า โอ้ฟาฏิมะฮฺ โองการนี้ไม่ได้ประทานมาให้เจ้าและลูกหลานของเจ้า โอ้ฟาฏิมะฮฺลูกรัก เธอมาจากฉัน และฉันมาจากเธอ แน่นอน โองการนี้ประทานลงมาเพื่อเปลี่ยนนิสัยผู้คนที่ป่าเถื่อน ใจร้าย เห็นแก่ตัวชาวกุเรชทั้งหลาย พวกเขาส่วนใหญ่เป็นคนจองหอง อวดดี และดื้อรั้น โอ้ ธิดาของฉันเธอจงเรียกพ่อว่า พ่อจ๋า เถิด เป็นประโยคที่ทำให้พ่อชื่นฉ่ำหัวใจเสียเหลือเกิน และทำให้พระเจ้าทรงพึงพอพระทัย (บิฮารุลอันวาร เล่ม 43 หน้า 33)

    15. ชายตาบอดคนหนึ่งขออนุญาตท่านญิงฟาฎิมะฮฺ (อ.) เข้าไปในบ้าน เธอรีบปกปิดร่างกายทันที ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวกับเธอว่า ปกปิดทำไมหรือเขาตาบอดมองไม่เห็นเธอหรอก ท่านหญิงตอบว่า แม้ว่าเขามองไม่เห็นฉัน แต่ฉันมองเห็นเขา เขามองไม่เห็นฉันแต่เขาก็ได้กลิ่นของสตรี เมื่อท่านศาสดาได้ยินท่านหญิงฟาฏิมะฮฺกล่าวเช่นนั้น จึงกล่าวว่า ฉันขอสาบานว่า เธอคือหน่วยเนื้อของฉัน (บิฮารุลอันวาร เล่ม 43 หน้า 91)

    16. พระเจ้าทรงประทานความศรัทธาเพื่อชำระขัดเกลาการตั้งภาคีเทียบเทียม และกำหนดนมาซเพื่อให้ห่างไกลจากความจองหองและความเห็นแก่ตัว (อิฮฺติยาฏ เฏาะบัรเราะซีย์ อีหร่าน สำนักพิมพ์อุซเวะฮฺ เล่ม 1 หน้า 258)

    17. พระเจ้าทรงกำหนดการบริจาคทานบังคับ (ซะกาต) เพื่อขัดเกลาจิตจิตวิญญาณให้นอบน้อม ทรงกำหนดการถือศีลอด เพื่อสร้างความมั่นคงแก่ความบริสุทธิ์ใจ (อิฮฺติยาฏ เฏาะบัรเราะซีย์ อีหร่าน สำนักพิมพ์อุซเวะฮฺ เล่ม 1 หน้า 258)

    18. พระเจ้าทรงกำหนดหัจญ์เพื่อให้ความมั่นคงแก่ศาสนา ทรงกำหนดความยุติธรรมเพื่อสร้างเอกภาพ และความสมานฉันท์แก่จิตใจ (อิฮฺติยาฏ เฏาะบัรเราะซีย์ อีหร่าน สำนักพิมพ์อุซเวะฮฺ เล่ม 1 หน้า 258)

    19. พระเจ้าทรงกำหนดการญิฮาด (การพลีบนหนทางของพระเจ้า) เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่แก่อิสลาม ทรงกำหนดความอดทน เพื่อสิทธิอันชอบธรรมในการประทานรางวัลตอบแทน (อิฮฺติยาฏ เฏาะบัรเราะซีย์ อีหร่าน สำนักพิมพ์อุซเวะฮฺ เล่ม 1 หน้า 258)

    20. พระเจ้าทรงกำหนดการเชิญชวนสู่ความดีงาม และกำชับความชั่วเพื่อเป็นปัจจัยปรับปรุงสังคม (อิฮฺติยาฏ เฏาะบัรเราะซีย์ อีหร่าน สำนักพิมพ์อุซเวะฮฺ เล่ม 1 หน้า 258)

    21. พระเจ้าทรงบังคับให้กระทำดีกับบิดามารดา เพื่อให้ปลอดภัยจากความโกรธกริ้วของพระองค์ ทรงให้กระทำดีกับเครือญาติ เพื่อให้มีอายุยืน เพิ่มพูนประชาชาติและอำนาจ (อิฮฺติยาฏ เฏาะบัรเราะซีย์ อีหร่าน สำนักพิมพ์อุซเวะฮฺ เล่ม 1 หน้า 259)

    22. พระเจ้าทรงกำหนดการลงโทษเพื่อปกป้องชีวิต ทรงกำหนดความซื่อสัตย์ต่อคำสาบาน เพื่อให้บรรลุถึงการอภัย (อิฮฺติยาฏ เฏาะบัรเราะซีย์ อีหร่าน สำนักพิมพ์อุซเวะฮฺ เล่ม 1 หน้า 259)

    23. พระเจ้าทรงกำชับเรื่องการชั่งตวงวัด เพื่อป้องกันการโกงตราชั่ง ทรงห้ามดื่มสุราเพื่อการสำรวมตนจากความชั่วร้าย (อิฮฺติยาฏ เฏาะบัรเราะซีย์ อีหร่าน สำนักพิมพ์อุซเวะฮฺ เล่ม 1 หน้า 259)

    24. พระเจ้าทรงกำชับให้หลีกเลี่ยงการด่าทอ เพื่อให้ห่างไกลการสาปแช่งที่วาญิบ ทรงห้ามปรามการลักขโมย เพื่อให้ธำรงอยู่บนความสะอาดบริสุทธิ์ (อิฮฺติยาฏ เฏาะบัรเราะซีย์ อีหร่าน สำนักพิมพ์อุซเวะฮฺ เล่ม 1 หน้า 259)

    25. พระเจ้าทรงห้ามการตั้งภาคีเทียบเทียม เพื่อให้มีความบริสุทธิ์ใจต่อการเคารพภักดีต่อพระองค์ ดังนั้น จงเกรงกลัวพระเจ้า และจงอย่าตายก่อนที่จะเป็นมุสลิม จงปฏิบัติสิ่งที่พระองค์กำชับ และจงหลีกเลี่ยงสิ่งที่พระองค์ห้ามปราม ไม่มีผู้ใดเกรงกลัวพระเจ้านอกจากผู้รู้ (อิฮฺติยาฏ เฏาะบัรเราะซีย์ อีหร่าน สำนักพิมพ์อุซเวะฮฺ เล่ม 1 หน้า 259 อัล-กุรอาน บทอาลิอิมรอน โองการที่ 101)

    26. ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) ตอบซัลมานเมื่อมีผู้ขัดสนขอความช่วยเหลือว่า โอ้ซัลมาน ฉันขอสาบานต่อพระเจ้าผู้ทรงแต่งตั้งท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า สามวันแล้วที่เราไม่ได้รับประทานอาหาร ฮะซัน และฮุซัยนฺ อ่อนเพลียและหลับไป เนื่องจากความหิวโหย แต่ฉันไม่เคยปฏิเสธผู้ขัดสนที่เคาะประตูขอความช่วยเหลือ (บิฮารุลอันวาร เล่ม 43 หน้า 72)

    27. โอ้พระผู้อภิบาลผู้ทรงเกรียงไกร โดยสิทธิของบรรดาศาสดาที่พระองค์ทรงเลือกสรร และด้วยสิทธิแห่งคราบน้ำตาของฮะซัน และฮุซัยนฺ และด้วยสิทธิแห่งความระทมของฉัน ฉันขอวิงวอนให้พระองค์โปรดอภัยบาปแก่ชีอะฮฺของฉัน และชีอะฮฺของบุตรหลานของฉัน (ซะคออิร อัลอุกบา หน้าที่ 53)

    28. อิมามฮะซัน (อ.) กล่าวว่า ฉันเห็นมารดาของฉันฟาฏิมะฮฺ (อ.) ตลอดค่ำคืนวันศุกร์มกมุ่นอยู่กับการขอพร การแสดงความเคารพภักดี และก้มคารวะ และก้มกราบพระเจ้า ฉันได้ยินท่านขอพรให้บรรดาผู้ศรัทธาพร้อมกับเอ่ยนามของพวกเขา แต่ไม่ยอมขอพรให้แก่ตนเอง ฉันถามท่านว่า โอ้แม่จ๋า ทำไม่แม่ไม่ขอพรให้แก่ตนเองเหมือนกับขอให้กับเพื่อนบ้าน ตอบว่า โอ้ลูกรัก จงนึกถึงเพื่อนบ้าน หลังจากนั้นตัวเราและครอบครัว (บิฮารุลอันวาร เล่ม 43 หน้า 81)

    29. วันหนึ่งท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) กล่าวกับท่านอิมามอะลี (อ.) ว่า โ้อ้อะลี เข้ามาใกล้ ๆ ฉัน เพื่อฉันจะได้บอกสิ่งที่เกิดขึ้นในอดีต สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในปัจจุบัน และสิ่งที่จะเกิดในอนาคตแก่ท่าน เพื่อท่านจะได้เป็นเสาหลักในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ (บิฮารุลอันวาร เล่ม 43 หน้า 8)

    30. ท่านหญิงรายงานการขอพรในวันศุกร์ โดยถามท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า โอ้เราะซูลแห่งอัลลอฮฺ วันศุกร์ช่วงเวลาใดที่การขอพร และการกระทำดีถูกตอบรับมากที่สุด ท่านตอบว่า เมื่อพระอาทิตย์ลับขอบฟ้าไปครึ่งหนึ่ง (บางรายงานกล่าวว่าช่วงก่อนพระอาทิตย์ตกดินของเย็นวันศุกร์ ท่านหญิงจะอ่านดุอ ซะมาต เป็นประจำ) (กันซุลอุมาล เล่ม 7 หน้า 766)

    31. บุคคลที่ดีที่สุดในหมู่สูเจ้าคือ บุคคลที่มีมารยาทนิ่มนวล และแสดงความเมตตากับประชาชน มีความปรานีและให้อภัยแก่ภรรยาของตน (ดะลาิอิล อัลอิมามะฮฺ ฏ็อบรีย์ หน้า 7)

    32. ถ้าผู้ถือศีลอด แต่ไม่ปกป้องปาก หู สายตา และมือให้รอดพ้นจากการกระทำความผิด ศีลอดจะมีความหมายได้อย่างไร (มุซตัดร็อก วะซาอิล เล่ม 7 หน้า 366)

    33. เมื่อท่านอิมามฮะซันและอิมามฮุซัน (อ.) ป่วย มีผู้กล่าวแก่ท่านหญิง (อ.) ว่า ทำไม่บนเพื่อให้บุตรทั้งสองของท่านหายป่วย ดังนั้น ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) จึงกล่าวว่า ถ้าบุตรของฉันหายป่วย ฉันจะถือศีลอด 3 วัน เพื่อขอบคุณพระเจ้า (บิฮารุลอันวาร เล่ม 35 หน้า 245)

    34. สิ่งที่ดีสำหรับสตรีคือ ถ้าไม่มีความจำเป็นอย่างมองผู้ชาย และอย่าให้ผู้ชายเห็นนาง (บิฮารุลอันวาร เล่ม 37 หน้า 69)

    35. ท่านหญิง (อ.) กล่าวกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า ซัลมานรู้สึกประหลาดใจกับเสื้อผ้าเก่า ๆ ของฉัน ฉันขอสาบานต่อพระเจ้าที่ทรงแต่งตั้งท่านเป็นศาสดาว่า 5 ปีแล้วที่พรหมบ้านเราคือหนังแกะ ที่ตอนกลางวันใช้ปูนั่งบนหลังอูฐ และใช้ปูนอนตอนกลางคืน ส่วนหมอนหนุนของเราคือ หนังสัตว์ที่ใส่ใยอินทผลัมจนเต็ม (บิฮารุลอันวาร เล่ม 8 หน้า 303)

    36. สตรีที่อยู่แต่บ้านเผ้าแต่เรือน เพื่อปฏิบัติงานบ้านและอบรมเลี้ยงดูบุตร มีความใกล้ชิดกับพระเจ้ามากกว่าสตรีอื่นใด (บิฮารุลอันวาร เล่ม 43 หน้า 92)

    37. มีผู้กล่าวกับท่านหญิงฟาฏิมะฮฺว่า โอ้บุตรีของท่านศาสดา มือของท่านเป็นแผลแล้ว ทำไม่ท่านต้องตรากตรำงานหนักเช่นนี้ ขณะุที่ท่านมี ฟิฎเฎาะฮฺคอยช่วยเหลืองาน ทำไม่ท่านไม่มอบงานแก่นาง ท่านหญิงตอบว่า ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) สั่งฉันให้แบ่งงานบ้านกับฟิฎเฎาะฮฺ โดยพลัดกันทำคนละวัน เมื่อวานเธอทำแล้ว วันนี้จึงเป็นหน้าที่ของฉัน (อัลเคาะรอญิอ์ วัลญะรอญิฮ์ รอวันดี หน้า 530)

    38. ท่านอิมามอะลี (อ.) และท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) ขอคำแนะนำในการใช้ชีวิตคู่จากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ)  ท่านกล่าวว่า งานภายในบ้านให้เป็นหน้าที่ของฟาฏิมะฮฺ ส่วนงานนอกบ้านเป็นหน้าที่ของอะลี  ท่านหญิงกล่าวด้วยความดีใจว่า นอกจากพระเจ้าแล้วไม่มีผู้ใดทราบว่าฉันดีใจกับการแบ่งงานมากน้อยเพียงใด (บิฮารุลอันวาร เล่ม 43 หน้า 81)

    39. ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) ในช่วงบั้นปลายชีวิต เมื่อวุฎูอฺเสร็จท่านหญิงมองไปที่ อัซมาอ์ บตรีของอะมีซ และกล่าวว่า โอ้อัซมาช่วยหยิบนำน้ำหอมที่ฉันใช้ประจำ กับเสื้อตัวที่ฉันสวมใส่นมาซเสมอมาให้ฉันซิ และจงมานั่งใกล้ ๆ ฉัน เมื่อฉันนมาซแล้วให้ปลุกฉันด้วย ถ้าฉันตื่นแสดงว่าฉันกำลังนมาซอยู่ แต่ถ้าฉันไม่ตื่นช่วยส่งคนไปตามอะลี (อ.) ด้วย (กัชฟุลฆอมมะฮฺ เบรุต ดารอลุอัฎวาอ์ เล่ม 2 หน้า 122)

    40. ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) กล่าวกับหญิงคนหนึ่งที่วิพากษ์ความเชื่อด้านศาสนา กับหญิงนอกศาสนา ที่ประตัวชั่ว และเป็นศัตรูของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ซึ่งเธอได้รับชัยชนะ และแสดงความดีใจอย่างยิ่ง ว่า แน่นอนบรรดามลาอิกะฮฺแสดงความดีใจ กัีบชัยชนะของเธอที่มีต่อสตรีที่ถูกสาปแช่ง ก่อนที่เธอจะแสดงความดีใจ ขณะที่ซาตานมารร้าย และพลพรรคของมันต่าง แสดงความเสียใจมากกว่าหญิงที่พ่ายแพ้เจ้า (บิฮารุลอันวาร เล่ม 2 หน้า 8)

    41. ในวันแห่งการฟื้นคืนชีพฉันฟื้นขึ้นมา เพื่อให้ชะฟาอะฮฺแก่ประชาชาติของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) (อิฮฺกอกุลฮัก เล่ม 10 หน้า 367)

    42. ถ้าสิ่งใดที่เราสั่งให้สูเจ้ากระทำและสูเจ้าปฏิบัติตาม และสิ่งใดที่เราสั่งห้าม สูเจ้าหลีกเลี่ยง ถือว่าสูเจ้าเป็นชีอะฮฺที่แท้จริงของเรา ถ้ามิเช่นนั้นถือว่าไม่ใช่ (บิฮารุลอันวาร เล่ม 68 หน้า 155)

    43. ชีอะฮฺของเราคือชาวสวรรค์ที่ดีที่สุด มิตรสหายของเราทั้งหมด และพรรคพวกของมิตรสหายของเรา ศัตรูและศัตรูของมิตรสหายของเรา คือบุคคลที่ยอมรับเราอะฮฺลุลบัยตฺด้วยปากและใจ ถ้าฝ่าฝืนคำสั่งของเรา และไม่หลีกเลี่ยงสิ่งที่เราสั่งห้าม ถือว่าไม่ใช่ชีอะฮฺที่แท้จริงของเรา และด้วยสภาพเช่นนี้เขาได้ที่พำนักในสวรรค์แน่นอน แต่หลังจากบาปกรรมถูกชำระจนหมดสิ้นแล้ว เนื่องจากการฝ่าฝืนที่พวกเขาได้กระทำไว้บนโลก หรือภายหลังจากทนรับอุปสรรคปัญหาอย่างรุนแรงในวันแห่งการฟื้นชีพ หรือการถูกจองจำช่วงสั้น ๆ ในชั้นบนสุดของนรก เพื่อลิ้มรสการลงโทษ หลังจากนั้นเราจะช่วยเหลือเขาในฐานะที่พวกเขารักเรา และเราจะย้ายพวกเขาไปอยู่ในที่ของเรา (บิฮารุลอันวาร เล่ม 68 หน้า 155)

    44. ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวถึงอนาคตอันแสนขมขื่นแก่ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) กล่าวถึงการเป็นชะฮีดของอะบาอับดิลลาฮฺ อัลฮุซัยนฺ (อ.) ท่านหญิงกล่าวแก่ท่านศาสดาว่า โอ้พ่อจ๋า ใครคือผู้สังหารบุตร ผู้เป็นแก้วตาดวงใจ และเป็นผลแห่งจิตใจ ฮุซัยนฺของฉัน กล่าวว่า ประชาชาติที่เลวที่สุดของพ่อ ท่านหญิงกล่าวว่า โอ้พ่อจ๋า ฉันฝากสลามไปถึงญิบรออีล และช่วยถามท่านว่า พวกเขาจะสังหารฮุซัยนฺของฉันที่ใด ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า ณ แผ่นดินที่เรียกว่า กัรบะลาอฺ หลังจากนั้นท่านหญิง (อ.) กล่าวว่า โอ้พ่อจ๋า ฉันน้อมรับ ฉันพึ่งพอใจ และฉันขอมอบหมายต่อพระประสงค์ของพระองค์ (นะฮฺญุลฮะยาต หน้า 308)

    45. มีหญิงชาวมะดีนะฮฺคนหนึ่งเดินทางมาพบท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) และกล่าวว่า  ฉันมีมารดาวัยชราที่ยังมีชีวิตอยู่ ท่านมีคำถามมากมายเกี่ยวกับนมาซ จึงส่งฉันมาหาถามปัญหาเกี่ยวกับนมาซ และหลักการกับท่าน ท่านหญิงกล่าวว่า เชิญถามมาซิ เวลานั้นเธอถามปัญหาต่าง ๆ มากมาย ทุกปัญหาที่เธอถามล้วนได้รับคำตอบทั้งสิ้น เธอต้องการถามต่อแต่ว่าอายที่จะถาม เธอกล่าวว่า โอ้บุตรีของท่านศาสดาไม่น่าจะรบกวนท่านมากเกินไปกว่านี้ ท่านหญิงกล่าวว่า ถ้าเธอมีคำถามก็ถามได้อีกไม่ต้องเกรงใจ หรือมีคำถาม และต้องการจะถามเมื่อใด สามารถมาได้เสมอ ท่านหญิงกล่าวอีกว่า ผู้รับจ้างแบกของที่หนักขึ้นหลังคา ถ้าเห็นค่าจ้างแพงลิบลิ่วกองอยู่ตรงหน้า เขาจะทำงานที่ลำบากนั้นไหม เธอตอบว่า ทำ ท่านหญิงจึงกล่าวว่า ทุกปัญหาที่ฉันตอบเธอฉันจะได้รับรางวัลเป็นขุมคลัง และไข่มุกมากมาย เท่ากับระยะห่างระหว่างแผ่นดินและบัลลังก์ของอัลลอฮฺ (บิฮารุลอันวาร เล่ม 2 หน้า 3)

    46. โอ้อบัลฮะซัน ฉันเพิ่งจะหลับไป ฉันเห็นท่านศาสดาอยู่ในพระราชวังไข่มุกสีขาวบริสุทธิ์ เมื่อท่านเห็นฉัน ท่านกล่าวว่า โอ้บุตรีของฉัน จงรีบกลับมาหาฉันเถิด พ่อรักและคิดถึงลูกเหลือเกิน ฉันตอบทันทีว่า โอ้พ่อจ๋า ลูกก็คิดถึงพ่อเช่นกัน และปรารถนาที่จะกลับมาเยี่ยมพ่อจนหัวใจแทบจะขาดแล้ว เวลานั้น บิดาของฉันกล่าวว่า คืนนี้แหละที่ลูกจะได้กลับมาหาพ่อ โอ้อะลีเอ๋ย สิ่งที่ท่านศาสดาสัญญาเป็นจริงเสมอ และท่านซื่อสัตย์ต่อสัญญา (บิฮารุลอันวาร เล่ม 43 หน้า 179)

    47. เมื่อคืนนี้ฉันปล่อยให้บรรดาลูกของฉันหิวจนกระทั่งเช้าของวันใหม่ พวกเขาจะสังหารบุตรคนเล็กของฉัน ฮุซัยนฺ ณ แผ่นดินกัรบะลาอฺ ด้วยเล่ห์เพทุบายอย่างโหดเหี้ยมที่สุด ขอพระเจ้าทรงสาปแช่งและลงโทษบุคคลที่สังหารเขา (บิฮารุลอันวาร เล่ม 35 หน้า 239)

    48. โลกของพวกท่านมี 3 สิ่ง เป็นที่รักสำหรับฉันได้แก่ การอ่านอัล-กุรอาน การมองไปยังใบหน้าของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และการบริจาคในหนทางของพระเจ้า (นะฮฺญุลฮะยาต หน้า 271)

    49. โอ้อบัลฮะซัน ศาสดาแจ้งกับฉันว่า ฉันเป็นคนแรกที่จะกลับไปหาท่าน ซึ่งไม่มีทางเลือกอย่างอื่น ดังนั้น โอ้อะลีเอ๋ย จงอดทนต่อพระบัญชาและพระประสงค์ของพระองค์ และจงพอใจต่อคำพิพากษาของพระองค์ (นะฮฺญุลฮะยาต หน้า 233)

    50. ผู้ที่อ่านอัล-กุรอาน บทอัล-ฮะดีด อัลวากิอะฮฺ และอัรเราะฮฺมาน ทั้งชาวฟ้าและชาวดินต่างเรียกเขาว่า ชาวสวรรค์ (กันซุลอุมาล เล่ม 1 หน้า 582)

    51. ท่านหญิง (อ.) กล่าวว่า บนสำรับอาหาร มีคำสั่งที่มีค่ายิ่ง 12 ประการให้ปฏิบัติ และเป็นสิ่งดีงามที่มุสลิมทุกคนควรรู้จัก 4 ประการวาญิบ 4 ประการมุซตะฮับ และอีก 4 ประการบ่งบอกถึงเรื่องมารยาท

    สี่ประการวาญิบได้แก่ 1. การรู้จักพระเจ้า ซึ่งบรรดาความโปรดปรานล้วนมาจากพระองค์ 2. พึงพอใจกับความโปรดปรานที่พระองค์ประทานให้ 3. กล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานิรเราะฮฺฮีม ก่อนเริ่มรับประทานอาหาร 4. ขอบคุณเมื่อรับประทานอิ่มแล้ว

    สี่ประการเป็นมุซตะฮับไก้แก่ 1. วุฎูอฺก่อนรับประทานอาหาร 2. นั่งเอียงไปทางซ้าย 3. นั่งรับประทานอาหาร 4. หยิบอาหารด้วยนิ้วสามนิ้ว

    สี่ประการที่บ่งบอกถึงมารยาทในการรับประทานอาหาร 1. รับประทานอาหารที่วางอยู่ตรงหน้า 2. รับประทานคำเล็ก ๆ 3. เคี้ยวอาหารช้า ๆ และเคี้ยวให้ละเอียด 4. รับประทานให้น้อยกว่าคนอื่น (อะวาลิม อัลอุลูม ลิลอัลลามะฮฺ อัลบะฮฺรอนีย์ เล่ม 11 หน้า 629)

    52. วันหนึ่งท่านศาสดาบิดาของฉัน  (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว) มองไปที่อะลี หลังจากนั้นชี้ไปที่อะลี และกล่าวว่า ชายคนนี้และผู้ปฏิบัติตามเขาล้วนเป็นชาวสวรรค์ทั้งสิ้น (ยะนาบีอุล มะวัดดะฮฺ หน้า 257)

    53. ท่านศาสดา (ขอพระเจ้าทรงประสาทพรแด่ท่านและครอบครัว) กล่าวแก่ท่านอะลีว่า โอ้ อบัลฮะซัน เจ้าและชีอะฮฺของเจ้าจะได้เข้าสวรรค์ (นะฮฺญุลฮะยาต หน้า326)

    54. ท่านหญิงกล่าวว่า ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวกับฉันว่า ฟาฏิมะฮฺเธอเป็นส่วนหนึ่งของฉัน บุคคลใดที่กลั่นแกล้งเธอ เท่ากับกลั่นแกล้งฉัน (บิฮารุลอันวาร เล่ม 28 หน้า 303)

    55. จงรับใช้มารดาให้มาก เนื่องจากสวรรค์นั้นอยู่ใต้ฝ่าเท้าของมารดา (นะฮฺญุลฮะยาต หน้า 312)

    ฯ็นการปกป้องรักษาเกียจร่หก่เส

     
     
  • RelatedArticle
  • ๔๐ หะดีษจากอิมามซอดิก (อ.)
    อิมามญะอฺฟัร อัซซอดิก (อ.)
    อิมามมูซา อัล กาซิม (อ.)
    อิมามญะอฺฟัร อัซซอดิก (อ.)
    ๔๐ หะดีษจากอิมามซอดิก (อ.)
    อิมามมูซา อัล กาซิม (อ.)
    ๔๐ ฮะดีซจากท่านอิมามมุฮัมมัดบากิร (อ.)
    ซิยาเราะฮฺ อิมามฮะซัน (อ.)
    ซิยาเราะฮฺท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.) 10244 يا مُمْتَحَنَةُ امْتَحَنَكِ اللهُ الَّذي خَلَقَكِ قَبْلَ اَنْ يَخْلُقَكِ،
    บทนำ
    ซิยาเราะฮฺท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ (อ.)
    ชีวประวัติอิมามอะลี (อ.)
    ซิยาเราะฮฺ อิมามอะลี (อ.)
    ฮะดีซของท่านศาสดาแห่งอิสลาม (ซ็อล ฯ)
    การให้ความสำคัญต่อการอพยพ
    ประสูติและวัยเด็ก
    สุนทโรวาทที่ 477: บาปที่ใหญ่สุด
    สุนทโรวาทที่ 465 : คุณค่าอันสูงส่งของชาวอันซอร
    สุนทโรวาทที่ 451 : วิธีเผชิญหน้ากับผู้อื่น
    วจนะอิมามอาบิดีน 2 
    FirstName :
    LastName :
    E-Mail :
     
    OpinionText :
    AvrRate :
    %0
    CountRate :
    0
    Rating :