ArticleID PicAddress Subject Date
{ArticleID}
{Header}
{Subject}

{Comment}

 {StringDate}
 
 
 
حكومت جهاني امام مهدي(عج)
 
อิมามัต หลังจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จากไป ประเด็นสำคัญที่กล่าวขานกันมากที่สุดในสังคมคือ เรื่องตัวแทนท่านศาสดา หรือเคาะลิฟะฮฺ กลุ่มหนึ่งยึดถือทัศนะความคิดเห็นของเหล่าบรรดาสาวก และได้ยอมรับอบูบักร์เป็นเคาะลิฟะฮฺ อีกกลุ่มหนึ่งเชื่อว่าตัวแทนของท่านศาสดาได้รับแต่งตั้งแล้วคือ ท่านอะลี (อ.) ต่อมาชนกลุ่มแรกถูกเรียกว่า อะฮฺลิซุนนะฮฺ วัลญะมาอะฮฺ ส่วนกลุ่มที่สองถูกเรียกว่า ตะชัยยุอ์ หรือชีอะฮฺ มาตรว่าคำอธิบายของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ในการอธิบายวิชาการและวัตถุประสงค์ของอัลลอฮฺ (ซบ.) จะบริสุทธิ์จากการบิดเบือน ทำนองเดียวกันอัลลอฮฺรับรองว่าจะปกป้องอัล-กุรอานให้คงอยู่ตลอดไป และท่านศาสดาก็ได้อธิบายทุกอย่างที่เป็นความต้องการของมนุษย์จนถึงวันแห่งการอวสานของโลกไว้แล้ว ถ้าเป็นเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีอีมามผู้นำหลังจากนั้น แต่เป็นที่ทราบกันดีว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น กล่าวคือ ท่านศาสดาไม่ได้อธิบาย บทบัญญัติทุกอย่างที่เป็นความต้องการของมนุษย์เอาไว้จนถึงวันแห่งการอวสานของโลก และอัลลอฮฺ (ซบ.) ก็ไม่ได้รับรองว่าจะปกป้องคำพูดของท่านศาสดา (ในรูปของรายงานฮะดีซ) ให้คงความบริสุทธิ์ตอลดไป แนวทางการรู้จักมะฮฺดียฺ (อ. สำหรับการรู้จักอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) คุณสมบัติของท่าน การเร้นกาย และการปรากฏกายอีกครั้งไม่มีวิธีการใดดีไปกว่าอัล-กุรอานและริวายะฮฺขอบรรดามะอฺซูม (อ.) และการอางอิงถึงอัล-กุรอานและริวายะฮฺเหล่านั้นปัจจุบันมีหนังสือที่เขียนถึงท่านอิมามมากมายเกินกว่า 1,000 เล่ม ซึ่งสามารถกล่าวได้ว่าหนังสือและบทความต่าง ๆ ที่เขียนถึงอิมามเป็นเพียงส่วนเล็กน้อยของความรู้เกี่ยวกับตัวสำรองสุดท้ายของพระผู้เป็นเจ้า เนื่องจากแนวความคิดต่าง ๆ เกี่ยวกับการมีอยู่ของท่านไม่ได้แตกต่างไปจากการมีอยู่ของท่านอิมามอะลี (อ.) ดังฮะดีซของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า
 
 
 
 
 
محمد رسول الله(ص)
 
ฟัตฮ์มักกะฮฺ (ยึดมักกะฮฺ) ปีฮิจเราะฮฺศักราชที่ ๘ เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันเกิดขึ้น คือพวกตั้งภาคีเทียบเทียมพระเจ้าจากเผ่ากุเรช ได้บิดพลิ้วสัญญาที่ทำไว้กับท่านศาสดา ด้วยเหตุนี้ ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จึงตัดสินใจว่าสมควรเข้ายึดมักกะฮฺ เพื่อกวาดล้างเทวรูป และพวกตั้งภาคีเทียบเทียมพระเจ้าทั้งหลาย ท่านไม่ต้องการให้ข่าวกระจายออกไปจึงวางท่าทีที่นิ่งเฉย และในวันที่ ๑๐ เดือนเราะมะฎอน ท่านสั่งให้เคลื่อนทัพไปยังมักกะฮฺมีทหารทั้งสิ้นประมาณ ๑๐,๐๐๐ นาย ชาวมักกะฮฺยอมจำนนต่อท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) โดยไม่มีการนองเลือดแต่อย่างใด บรรดามุสลิมเข้าแผ่นดินกำเนิดของท่านศาสดาโดยสวัสดีภาพ การเผยแผ่อิสลามในยัซริบ (มะดีนะฮฺ) ในช่วงเทศกาลฮัจญฺมีชาวมะดีนะฮฺประมาณ ๖ คน พบกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และยอมรับอิสลามในเวลาต่อมา เนื่องจากการทะเลาะวิวาทและการนองเลือดของ ๒ เผ่า ได้แก่ อุเวซ และ คัซรัจญฺ และอีกด้านหนึ่งพวกยะฮูดีที่อาศัยอยู่รอบ ๆ มะดีนะฮฺคอยกลั่นแกล้ง และบีบบังคับอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ชาวมะดีนะฮฺคอยศาสนาบริสุทธิ์ เมื่อข่าวการเผยแผ่อิสลามไปถึงพวกเขาทำให้พวกเขาดีใจมาก และเมื่อมุสลิมใหม่ ๖ คน เดินทางกลับมะดีนะฮฺ ได้แจ้งข่าวแก่ชาวมะดีนะฮฺว่าท่านศาสดาจะเดินทางมายังเมืองของพวกเขา ให้ทุกคนเตรียมตัวต้อนรับท่านและอิสลาม ในปีต่อมาช่วงเทศกาลฮัจญฺอีกเช่นกัน มีผู้เข้ารับอิสลามใหม่อีก ๑๒ คน ท่านศาสดาได้ส่งสาวกของท่านคนหนึ่งร่วมทางกลับไปมะดีนะฮฺพร้อมกับพวกเขา เพื่อสอนอัล-กุรอาน และหลักการปฏิบัติแก่พวกเขา ปีต่อมาได้มีมุสลิมใหม่ ๑๒ คน ให้สัตยาบันกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ณ สถานที่แห่งหนึ่งนามว่า อุกบะฮฺ พวกเขาสัญญาว่าจะปกป้องท่านศาสดาเหมือนกับญาติพี่น้องคนหนึ่งของพวกเขา ต่อมามีมุสลิมทั้งผู้ชายและผู้หญิงอีก ๗๓ คน ให้สัตยาบันกับท่านศาสดา ณ สถานที่ดังกล่าว พวกเขาสัญญาว่าจะซื่อสัตย์ และปกป้องท่านศาสดาให้รอดพ้นภยันตรายจากศัตรูตราบเท่าที่ยังมีชีวิตอยู่ สถานการณ์ได้เชิญชวนให้ท่านศาสดาต้องอพยพไปยังมะดีนะฮฺ ซึ่งอันดับแรกท่านอนุญาตให้สาวกของท่านเดินทางล่วงหน้าไปก่อน
 
 
 
 
 
سيره چهارده معصوم(ع)
 
ซิยาเราะฮฺ อิมามฮะซัน (อ.) اَلسَّلامُ عَلَيْكَ يَابْنَ رَسُولِ رَبِّ الْعالَمينَ อัสลามุ อะลัยกะ ยับนะเราะซูลิ ร็อบบิลอาละมีน ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้บุตรแห่งศาสดาของพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก اَلسَّلامُ عَلَيْكَ يَابْنَ اَميرِ الْمُؤْمِنينَ อัสลามุ อะลัยกะ ยับนะ อะมีริลมุอฺมินีน ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้บุตรของอะมีริลมุอฺมินีน اَلسَّلامُ عَلَيْكَ يَابْنَ فاطِمَةَ الزَّهْراءِ อัสลามุ อะลัยกะ ยับนะ ฟาฏิมะตัซซะฮฺรออฺ ขอความสันติพึงมีแด่ท่าน โอ้ บุตรของฟาฏิมะฮฺ อัซซะฮฺรออฺ บ้านที่อัล วะฮฺยูถูกประทานลงมา ท่านศาส (ซ็อล ฯ) กล่าวตอบอาอิชะฮฺว่า “โอ้ อาอิชะฮฺ แน่นอนที่สุด ถ้าหากเธอได้รู้ในสิ่งที่ฉันรู้ เธอก็จะต้องรักฟาฏิมะฮฺเหมือนกับที่ฉันรัก ฟาฏิมะฮฺเป็นเลือดเนื้อก้อนหนึ่งของฉัน ผู้ใดที่ทำให้ท่านเธอโกรธ แน่นอนเท่ากับเขาทำให้ฉันโกรธ และผู้ใดทำท่านเธอมีความพึงพอใจ ก็เท่ากับเขาได้ทำให้ฉันพอใจ” บรรดามุสลิมต่างเคยได้ยินได้ฟังท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวไว้ว่า “การที่ฟาฏิมะฮฺได้ถูกขนามนามว่า “ฟาฏิมะฮฺ” ก็เพราะเนื่องจากอัลลอฮฺ ผู้ทรงเกริกเกียรติ และเกรียงไกร จะทรงปกป้องคุ้มกันบุคคลที่ให้ความรักแก่ท่านหญิง รอดพ้นจากไฟนรก” ฟาฏิมะฮฺ อัซ ซะฮฺรออฺ มีลักษณะคล้ายคลึงกับศาสดา (ซ็อล ฯ) ทั้งด้านบุคลิกและจริยธรรม อุมมุสะลามะฮฺภรรยาของท่านศาสดากล่าวไว้ว่า “ฟาฏิมะฮฺ เป็นผู้คล้ายคลึงกับท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) มากที่สุด” อาอิชะฮฺ กล่าวเช่นกันว่า “แท้จริงฟาฏิมะฮฺเป็นผู้ที่คล้ายกับท่านศาสดามากที่สุด ทั้งในด้านการพูด และการเจรจาพาที”
 
 
 
 
 
قران
 
ความขันติในมุมมองของอัลกุรอานและฮะดีษ มุฮักกิก ฏูซี ถือว่า ความขันติ คือการควบคุมจิตของตนให้หลุดพ้นจากความอ่อนแอขณะเมื่อเจออุปสรรคและปัญหา และท่าน รอฆิบอิศฟะฮานี กล่าวไว้ในหนังสือ มุฟรอดาตของท่านว่า “ ความขันติ คือการควบคุมตนเองขณะเมื่อประสบความยากลำบากต่าง ๆ อาหรับจะกล่าวกันว่า “ ศอบัรตุดดาบบะฮ์” กล่าวคือ ฉันได้ขังสัตว์ไว้โดยไม่มีหญ้า ดังนั้น ความขันติ ก็คือ การควบคุมจิตโดยวางอยู่บนพื้นฐานของสติปัญญาและหลักการศาสนา” เป็นการดีกว่าที่เราจะกล่าวว่า : ความขันติ คือศูนย์รวมของพลังและความแข็งแกร่งของจิต ซึ่งผลที่ตามมานั้นก็คือจะทำให้จิตไม่อ่อนไหวต่อปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ และจะทำให้จิตไม่ยอมจำนนต่ออำนาจฝ่ายต่ำ โดยที่ว่าการทำตามปัญญาและหลักการศาสนานั้นกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับเขาผู้นั้น และเช่นกัน ความขันติ คือการควบคุมจิตของตนให้หลุดพ้นจากความทุกข์ความกังวลที่มีอยู่ในจิตใจ จากคำพูดและการกระทำที่ไม่เหมาะสมขณะเมื่อประสบกับความทุกข์ต่าง ๆ อีกทั้งหักห้ามจิตของตนไม่ให้กระทำบาปและควบคุมจิตของตนให้ตั้งมั่นอยู่บนการภักดี ทั้งหมดนี้ก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ที่มีขันติธรรม ตามคำนิยามที่กล่าวมา เราสามารถชี้ให้เห็นถึงคุณสมบัติบางประการของความขันติได้ดังนี้ เช่น ความกล้าหาญในสมรภูมิรบ ซึ่งตรงข้ามกับ ความขลาด , การเก็บรักษาความลับ ซึ่งตรงข้ามกับการเปิดโปงความลับ , การออกห่างจากการทำบาป ซึ่งตรงข้ามกับการทำความชั่ว , การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ซึ่งตรงข้ามกับความตระหนี่ และ ฯลฯ จะได้รับพลังอันนี้มาด้วยกับการฝึกฝนควบคุมจิตของตนโดยวางอยู่บนพื้นฐานของปัญญาและหลักการศาสนาเมื่อประสบกับปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ส่วนมากอัลกุรอานและฮะดีษจะกล่าวถึงความขันติต่อปัญหาและอุปสรรคที่ได้ประสบ ในขณะเดียวกันก็กล่าวถึงความขันติต่อด้านอื่น ๆ ไว้ไม่น้อยเช่นกัน อัลกุรอานกล่าวถึงเรื่องความขันติไว้ว่า : คำเทศนา 205 กล่าวถึงฏ็อลฮะฮฺกับซุบัยรฺ كَلَّمَ بِهِ طَلْحَةَ وَ الزُّبَيْرَ بَعْدَ بَيْعَتِهِ بِالْخِلافَةَ وَ قَدْ عَتَبا عَلَيْهِ مِنْ تَرْكِ مَشْوِرَتِهِما، وَالاسْتِعانَةِ في الأُمُورِ بِهِما คำเทศนาบทนี้ ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวหลังจากฏ็อลฮะฮฺกับซุบัยรฺให้สัตยาบันกับท่านแล้วกล่าวคัดค้านในเชิงของการประท้วงว่า ทำไมไม่ขอคำปรึกษาจากพวกเขาในการปฏิบัติภารกิจ และทำไมไม่ขอความช่วยเหลือจากพวกเขา (ท่านอิมามกล่าวคำเทศนาบทนี้เพื่อตอบข้อสงสัยของพวกเขา) ด้งเป็นที่ประจักษ์ว่าพวกเขากำลังรอคอยการจัดสรรตำแหน่งหน้าที่ทางการปกครองจากท่านอิมาม (อ.) และต้องการให้ท่านปรึกษาหารือกับพวกเขาในทุกๆ เรื่อง ซึ่งท่านอิมาม (อ.) ได้กล่าวเตือนสำทับพวกเขาซึ่งทำให้เห็นถึงเจตนารมณ์และเป้าหมายของการปกครองว่า - ตำแหน่งและลาภยศจะทำลายพวกเขาและเป็นเพราะเหตุอันใดที่โกรธเคืองเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ทำไมไม่จดจำเรื่องดีๆ มากมายในอดีต - ท่านอิมาม (อ.) ยังไม่ประสบอุปสรรคปัญหาระหว่างการปกครองจึงไม่ได้ขอคำปรึกษาหารือกับพวกเขา ทว่าท่านดำเนินการปกครองตามแบบฉบับของอัล-กุรอานและซุนนะฮฺของท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) และไม่ว่าที่ใดต้องการคำปรึกษาหารือท่านจะไม่หลีกเลี่ยงอย่างแน่นอน - ท่านได้กล่าวตอบว่าสาเหตุที่แบ่งสรรบัยตุลมาลในหมู่มุสลิมให้เท่าเทียมกัน เนื่องจากเป็นแบบฉบับของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) - สุดท้ายท่านอิมาม (อ.) ได้ดุอาอฺให้อัลลอฮฺเมตตาต่อกลุ่มชนที่ช่วยเหลือความดีงาม และต่อสู่กับกลุ่มชนที่กดขี่ข่มเหง
 
 
 
 
 
اخبار شيعه
 
 
 
 
 
 
پاسخ شبهات عليه شيعه
 
คำถามที่ ๒๘ : แหล่งที่มาของฟิกฮฺชีอะฮฺ (นิติศาสตร์) คืออะไร คำตอบ : ชีอะฮฺได้ยึดถือปฏิบัติตามอัล-กุรอานและซุนนะฮฺ (แบบฉบับ) ของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) อย่างเคร่งครัด ส่วนการพิสูจน์อะฮฺกามชัรอียฺ ได้ยึดแหล่งที่มาอันเป็นพื้นฐานสำคัญของวิชาการและความรู้ ได้แก่ ๑. อัล-กุรอาน ๒. ซุนนะฮฺ (แบบฉบับของท่านศาสดา) ๓. อิจมาอฺ (การเห็นพ้องต้องกันของนักปราชญ์ที่ต่างยุคสมัย) ๔. สติปัญญา จากแหล่งที่มาของความรู้ อัล-กุรอา คำถามที่ ๒๖ : การจัดฉลองวันเกิดบรรดาเอาลิยาอฺของอัลลอฮฺเป็นชิริก หรือบิดอะฮฺไหม คำตอบ : การให้เกียรติและรำลึกถึงบ่าวที่ดีของอัลลอฮฺ เช่น การจัดพิธีเฉลิมฉลองเนื่องในวันเกิด ตามทัศนะของนักปราชญ์แล้วเป็นที่ชัดเจน ทว่าเพื่อขจัดความสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ขอนำเสนอเหตุผลบางประการทางชัรอียฺ ๑. การจัดงานเฉลิมฉลองเป็นสื่อแห่งความรัก อัล-กุรอานได้กล่าวเชิญชวนให้บรรดามุสลิมทั้งหลาย มีความรักต่อบรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ (ลูกหลานชั้นใกล้ชิด) ของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า قُل لَّا أَسْأَلُكُمْ عَلَيْهِ أَجْرًا إِلَّا الْمَوَدَّةَ فِي الْقُرْبَى
 
 
 
 
 
مباحث اجتماعي اسلام
 
ชายผู้หนึ่งซึ่งขอความช่วยเหลือ เมื่อเขานั่งนึกทบทวนถึงความหลังของเขาที่เต็มไปด้วยความยากลำบาก เขายังจำได้ดีว่า มันช่างเป็นเวลาที่แสนขมขื่น และเจ็บปวดรวดร้าวยิ่งนักที่เขาได้ประสบและผ่านพ้นมา ช่วงระยะเวลาซึ่งเขาก็แทบจะไม่มีความสามารถอันใดเลยที่จะหามาแม้กระทั่งอาหารประจำวันของภรรยาและบรรดาลูกน้อยผู้บริสุทธิ์ของเขา เขานั่งเฝ้าคิดอยู่กับตนเองว่า มันเป็นไปได้อย่างไรแค่เพียงประโยคสั้นๆ เพียงประโยคเดียว ซึ่งเขาได้รับฟังมันเพียงสามครั้งจนทำให้ม่านหูของเขามลายไป และเพิ่มจิตวิญญาณอันสูงส่ง และพละกำลังให้แก่เขา และทำการเปลี่ยนแปลงจุดหมายแห่งการใช้ชีวิตของเขาได้ และมันได้ปลดปล่อยเขาและครอบครัวของเขาให้หลุดพ้นจากความยากจนความยากลำบากโดยสิ้นเชิง ศาสนบัญญัติ บทที่หนึ่ง การรู้จักบทบัญญัติ (อะฮฺกาม) คุณค่าของมนุษย์อยู่ที่ความเพียรพยายามที่จะทำดำเนินชีวิตของตนไปตามบทบัญญัติที่ศาสนาอิสลามได้กำหนดไว้ และปฏิบัติตนตามหลักการเหล่านั้นอย่างถูกต้อง ซึ่งบทบัญญัติด้งกล่าวได้แก่ 1. หลักความเชื่อ หรือหลักอุซุลุดดีน หมายถึงกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความเชื่อศรัทธา ที่มุสลิมจะต้องยอมรับด้วยเหตุและผลอันเป็นพื้นฐานสำคัญแห่งอิสลาม แม้ว่าบางครั้งจะเป็นเหตุผลง่ายๆ และมองดูว่าธรรมดาก็ตาม ด้วยเหตุนี้เอง ปัญหาที่เกี่ยวข้องกับหลักการศรัทธาจึงไม่อาจปฏิบัติผู้อื่นได้ หรือคล้อยตามความเชื่อของบุคคลอื่น (ตักลีด) 2. หลักการปฏิบัติ หรือหลักฟุรูอุดดีน หมายถึงหลักศาสนบัญญัติต่าง ๆ ที่มุสลิมทุกคนต้องนำมาปฏิบัติหรือละเว้นการกระทำ ซึ่งถูกเรียกว่า อะฮฺกาม และสำหรับบุคคลที่ไม่ได้เป็นมุจญ์ตะฮิด (ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์อิสลาม) ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของมุจญ์ตะฮิดขั้นสูงสุด
 
 
 
 
 
نقد فرهنگ ها و تمدنها
 
ซูเราะฮฺฟาติหะ โองการที่ ๗ صِرَاطَ الَّذِيْنَ اَنْعَمْتَ عَلَيْهِمْ غَيْرِ الْمَغْضُوْبِ عَلَيْهِمْ وَلاَ الضَّّآلِّيْنَ ความหมาย (โอ้ อัลลอฮฺโปรดชี้นำพวกเราสู่) "แนวทางของบรรดาผู้ที่พระองค์ได้ทรงประทานความโปรดปรานแก่พวกเขา มิใช่แนวทางของบรรดาผู้ที่ถูกกริ้วและบรรดาผู้หลงผิด" คำอธิบาย ภายหลังจากความต้องการการชี้นำสู่แนวทางอันเที่ยงตรง มนุษย์จะวอนขอจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ให้พระองค์ทรงชี้นำเขาสู่แนวทางหนึ่งซึ่งบรรดาผู้ที่ได้รับความโปรดปรานจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ล้วนอยู่ในแนวทางดังกล่าว อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ทรงกล่าวถึงตัวอย่างของกลุ่มบุคคลเหล่านั้นไว้ในอัล-กุรอานอันประกอบไปด้วยบรรดาศาสดา (อัมบิยาอฺ) ผู้มีความสัตย์จริง (ศิตดีกีน) ผู้พลีชีพในแนวทางของอัลลอฮฺ (ซบ. ) (ชุฮะดาอฺ) และกัลยาณชน (ศอลิฮีน) (๑) โองการที ๖ اِهْدِ نَا الصِّرا طَ المُسْتَقِيْمَ ความหมาย (โอ้ อัลลอฮฺ) โปรดชี้นำเราสู่แนวทางอันเที่ยงตรงคำอธิบาย ๑. คำว่า صِرَاط แนวทาง (๑ )ถูกกล่าวไว้ในอัล- กุรอานมากกวา ๑๐ ครั้งนั้นชี้ให้เห็นว่า การเลือกแนวทางความคิดและความเชื่อที่ถูกต้องถือเป็นเครื่องหมายแห่งบุคลิกภาพของมนุษย์ ๒. อัล-กุรอานกล่าวถึงการชี้นำไว้ ๒ ประเภทกล่าวคือ ก. การชี้นำด้วยกฎเกณฑ์ธรรมชาติของการสร้างสรรค์ (ฮิดายะฮฺตักวีนียะฮฺ) เช่น การชี้นำผึ้งให้รู้จักวิธีดูดน้ำหวานจากดอกไม้ และวิธีสร้างรวงรังของมันให้เป็นรูปหกเหลี่ยม หรือตัวอย่างเช่น การชี้นำนกในการอพยพย้ายถิ่นของมันในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อน อัล-กุรอานได้กล่าวถึงการชี้นำประเภทนี้ว่า
 
 
 
پورتالستاد بزرگداشت شهداي گمنامباشگاه خبرنگاران جوانصفحه شخصي حميدرضا غريب رضاشهداي روحانيرهبريانديشه جاويدمرکز فقهي ائمه اطهار (ع)نکونامپايگاه اطلاع رساني استاد حسين انصاريانصفحه شخصي دکتر عصام العمادمرکز خدمات حوزه هاي علميهموسسه گفتگوي دينيحضرت آيت الله گيلانيدفتر حضرت آيت الله العظمي حاج سيد محمد حسيني شاهرودي حضرت آيت الله حاج شيخ مجتبي تهرانينور معرفتاستاد علوي سرشکي صحيفه سجاديهنمايشگاه قرآن کريم قمحوزه علميه آل البيتآدينه فومنهدايتپايگاه اطلاع رساني حاج آقا صديقيانجمن هاي اسلامي دانش آموزانراه و رسم طلبگيمنارهپايگاه اطلاع رساني فرهنگ و ارتباطات ديني